บัดนี้ เพื่อจะแสดง ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน. พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงเริ่มคำมีอาทิว่า " กุศลธรรมพึงอาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะ
นเหตุปัจจัยอารัมมณปัจจัยหรือ ?" ในปัจจนียานุโลมปัฏฐานนั้น มี
กำหนดปุจฉาเท่ากับอนุโลมปัจจนียปัฏฐาน. ก็ในนัยที่มีมูละหนึ่งเป็นต้น
ในอธิการนี้ ปุจฉาใดที่มาแล้วและอันใดที่ไม่ได้มาในพระบาลี ปุจฉานั้น
ทั้งหมดผู้ศึกษาพึงทราบตามแนวแห่งนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง.
แม้ในคำน ว่า ติกญฺจ ปฏิานวรํ ฯเปฯ ฉ ปจฺจนียานุโลมมฺหิ
นยา สุคมฺภีรา ผู้ศึกษาพึงทราบปัจจนียานุโลม ๒ อย่าง คือ ธัมมปัจจ-
นียานุโลม และ ปัจจยปัจจนียานุโลม ตามนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วใน
หนหลัง ใน ๒ อย่างนั้น ปัฏฐานที่พระองค์ให้เป็นไปด้วยอำนาจการ
แสดงธรรมที่สงเคราะห์ด้วยบทอภิธรรมมาติกา อย่างนี้ว่า กุสโล ธมฺโม
ด้วยปัจจนียานุโลมว่า นกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม ชื่อว่า
ธัมมปัจจนียานุโลมปัฏฐาน ปัฏฐานที่ให้เป็นไปด้วยอำนาจการแสดงบท
ที่ได้อยู่ในปัจจัย ๒ อย่างนี้ว่า นเหตุปจฺจยา อารมฺมณปจฺจยา ด้วย
ปัจจยปัจจนียานุโลม ชื่อว่า ปัจจยปัจจนียานุโลมปัฏฐาน. ใน ๒ อย่าง
นั้น คาถานี้ว่า ติกญฺจ ปฏฺานวรํ ฯเปฯ ฉ ปจฺจนียานุโลมมฺหิ นยา
สุคมฺภีรา ในอรรถกถาในหนหลังท่านกล่าวหมายถึง ธัมมปัจจนียา-
นุโลมปัฏฐาน. แต่ในอธิการนี้ คาถานี้ท่านกล่าวหมายถึง ปัจจยปัจจ-
นียานุโลมปัฏฐาน เฉพาะในธัมมานุโลมเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในคาถา
แห่งอรรถกถาว่า ฉ ปจฺจนียานุโลมมฺหิ นยา สุคมฺภีรา. ผู้ศึกษาพึง
ทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า นัย ๖ มีติกปัฏฐานเป็นต้น ในธัมมปัจจนียา-
นุโลมลึกซึ้งยิ่ง. ส่วนใน ปัจจยปัจจนียานุโลม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าให้