อรรถว่า ว่างเปล่าในปัจจยวิภังควาระนั้น ธรรมทั้งหลายเมื่อจะเกิดแต่ปัจจัย
ย่อมเกิดโดยเป็นกองธรรม หาเกิดขึ้นโดยเป็นสภาพโดดเดี่ยวไม่ เพราะ-
ฉะนั้น เพื่อแสดงอรรถว่า เป็นกองในปัญหาวารวิภังค์นี้ พระองค์จึงตรัสว่า
ขนฺธานํ. อีกประการหนึ่ง การแสดงปัจจยุบบัน พระองค์ทรงยกขึ้นแล้ว
ด้วยอำนาจแห่งขันธ์ในปฏิจจวาระเป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงทรงยกขึ้นแสดง
แม้ในปัญหาวารวิภังค์นี้อีก โดยลำดับนั้นทีเดียว. ถามว่า ก็เพราะเหตุไรใน
วาระเหล่านี้ จึงทรงยกขึ้นเพื่อแสดงอย่างนั้น. แก้ว่า เพื่อแสดงการจำแนก
โดยไม่ปะปนกัน จริงอยู่ เมื่อพระองค์ตรัสโดยนัยเป็นต้นว่า ธรรมที่เหลือ
เกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมอันหนึ่ง ดังนี้ ผู้ศึกษาก็ไม่สามารถจะทราบปัจจัย
และปัจจยุบบันโดยไม่ปะปนกันได้ว่า ธรรมโน้นเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรม
ชื่อโน้น เมื่อเป็นอย่างนั้น อุทเทสกับนิทเทสก็จะไม่มีข้อแปลกกัน เพราะ-
ฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบว่า พระพุทธองค์ทรงแยกเทศนาขึ้นอย่างนี้ ก็เพื่อ
แสดงวิภาคโดยไม่ปะปนกัน.
คำว่า จิตฺตสมุฏฺานํ นี้ ตรัสเพื่อแสดงกุศลว่าเป็นปัจจัยแก่
อัพยากตะโดยเหตุปัจจัย. แต่ในปัจจัยวิภังค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรง
ทำวิภาคด้วยอำนาจกุศลเป็นต้น ไม่ตรัสว่ามีจิตเป็นสมุฏฐาน แต่ตรัสว่ามี
เหตุนั้น เป็นสมุฏฐาน เพื่อแสดงรูปที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งเหตุทั้งหมด
โดยสามัญ เพราะฉะนั้น รูปที่มีอัพยากตเหตุเป็นสมุฏฐาน ในปัจจัย-
วิภังค์นั้นจึงรวมไปถึงกัมมชรูปในปฏิสนธิด้วย. ผู้ศึกษาพึงทราบใจความ
ในวิสัชนาที่เหลือซึ่งเป็นแบบเดียวกันนี้.
อรรถกถาเหตุปัจจัย จบ