Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 85 หน้าที่ 427

เล่ม มมร. 85 หน้า 427 ข้อ 511
มรรค ตรัสด้วยอำนาจภูมิที่ต่างกัน. ก็คำว่า กุศล ในคำว่า กุสลํ วฏฺานสฺส นี้ ได้แก่กุศลอันเป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า วุฏฺานํ คือ วิบากอันเป็นไปในภูมิ ๓. พระโยคาวจรทั้งหลาย ย่อมออกจากกุศลชวน- วิถีด้วยวิบากเหล่านั้น ฉะนั้น วิบากนั้นท่านจึงเรียกว่า วุฏฐานะ วุฏฐานะ นั้นมี ๒ อย่าง คือตทารัมมณะ ๑ ภวังค์ ๑. บรรดาวุฏฐานะเหล่านั้น แม้ทั้งสองอย่างเป็นวุฏฐานะของกามาวจรกุศล ภวังค์อย่างเดียวเป็นวุฏ- ฐานะแห่งมหัคคตกุศล. คำว่า มคฺโค ผลสฺส นี้ พระองค์ตรัสแยก ไว้ เพราะโลกุตตรวิบากเป็นวุฏฐานะไม่ได้ เหตุที่นับเนื่องในชวนวิถี. สองบทว่า เสกฺขานํ อนุโลนํ ความว่า กุศลย่อมไม่เป็นอนันตร- ปัจจัยแก่เสขธรรม เพราะฉะนั้น จึงทรงทำการแยกไว้. บทว่า ผลสมา- ปตฺติยา คือ ผลสมาบัติของโสดาปัตติผล สกทาคามิผล และอนาคามิผล. บทว่า ผลสนาปตฺติยา คือ อนาคามิผลสมาบัติ. ในอกุศลจิตย่อมได้ วุฏฐานวิบากทั้งสอง. ในคำว่า วิปากาพฺยากตา กิริยาพฺยากตา นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบ วิปากาพยากเฉพาะแก่วิปากาพยากตะด้วยกันเท่านั้น และกิริยาพยากตะ เฉพาะแก่กิริยาพยากตะด้วยกันเท่านั้นเหมือนกัน. คำว่า ภวงฺคํ อาวขฺช- นาย เป็นต้น ตรัสด้วยอำนาจธรรมที่เจือกัน. ในคำว่า กิริยา นั้น กามาวจรกิริยา เป็น อนันตรปัจจัย แก่วุฏฐานวิบากทั้งสอง มหัคคต- กิริยา เป็น อนันตรปัจจัย แก่ภวังค์เท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่ม คำว่า กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เกิด หลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย แล้วแสดงวาระ ๗ วาระเหล่าใด ไว้ในปัจจัยวิภังค์ในหนหลังว่า กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล กุศลเป็นปัจจัยแก่
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka