Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 85 หน้าที่ 472

เล่ม มมร. 85 หน้า 472 ข้อ 555
สมบัติ มีศรัทธาเป็นต้นแล้วเย้ยหยันผู้อื่น เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่โมหะ ที่ สัมมปยุตตด้วยราคะและโทสะทั้งสอง เพราะอาศัยมานะและทิฏฐิมีประการ ดังกล่าวแล้ว อาศัยสมบัติมีศรัทธาเป็นต้นแล้ว ปรารถนาภวสมบัติและ โภคสมบัติ. โลกิยกุศล เท่านั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ใน อธิการนี้ด้วยประการฉะนี้. ส่วนโลกุตตรกุศลเป็นธรรมสงบ ประณีต สูงสุด กำจัดอกุศลได้ เด็ดขาด ฉะนั้น จึงไม่เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่อกุศล เหมือนพระ- จันทร์ไม่เป็นอุปนิสสัยแก่ความมืดฉะนั้น. เพราะเหตุนั้นโลกุตตรกุศลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงถือเอาในอธิการนี้. คำว่า อาตาเปติ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อแสดง อัพยากตธรรมด้วยอำนาจกายิกทุกข์ จริงอยู่ ผู้มีศรัทธา อาศัยศรัทธา ไม่ย่อท้อต่อความหนาวจัด ร้อนจัด เอาใจใส่ในการก่อสร้างเป็นต้น มี ประการต่าง ๆ ชื่อว่า ย่อมทำตนให้เดือดร้อน. บุคคลคิดว่า เราได้ โภคสมบัติแล้วจักทำบุญ ชื่อว่า ย่อมเสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล. แม้บุคคลผู้มีศีล ชื่อว่า ย่อมทำตนให้เดือดร้อน ด้วยอำนาจการถือธุดงค์ มีการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร (อัพโภกาสิกวัตร) เป็นต้น เพื่อรักษาศีล ชื่อว่า ย่อมเสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล. ด้วยอำนาจการเที่ยวแสวงหา อาหารเป็นต้น. แม้บุคคลผู้สดับแล้วคิดว่า เราจะปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ ความเป็นพหูสูต ปฏิบัติอยู่ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ชื่อว่า ย่อมทำตน ให้เดือดร้อน. ชื่อว่า ย่อมเสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล. แม้บุคคล ผู้เสียสละเพราะจิตใจน้อมไปในการบริจาค สละเสียจนไม่เหลือปัจจัยไว้ เลี้ยงชีพตน หรือทำการสละอวัยวะเป็นต้น ชื่อว่า ทำตนให้เดือดร้อน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka