ชื่อว่า ย่อมเสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล เพื่อได้มาซึ่งวัตถุที่จะนำ
มาบริจาค. แม้บุคคลผู้มีปัญญาอาศัยความมีปัญญา ไม่คำนึงถึงความหนาว
ร้อนเป็นต้น พยายามสนใจในการท่องจำ ด้วยคิดว่า เราจักมีปัญญาให้สูง
ขึ้น ๆ ชื่อว่า ย่อมทำตนให้เดือดร้อน. เห็นโทษในมิจฉาชีพและอานิสงส์
ในสัมมาชีพ ละมิจฉาชีพ และหาเครื่องเลี้ยงชีวิต ด้วยอาชีวะอันหมดจด
ชื่อว่า ย่อมเสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล.
สองบทว่า กายิกสฺส สุขสฺส คือ แก่ความสุขทางกายในเวลาความ
สุขเกิดขึ้นแก่กาย ซึ่งมีรูปอันประณีต มีศรัทธาเป็นต้น เป็นสมุฏฐาน ถูก
ต้องแล้วในเวลาใช้สอยอุปกรณ์แห่งความสุข ซึ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัยสมบัติ
้ีศรัทธาเป็นต้น. และแก่ความสุขทางกายอัน มีรูป มีปราโมทย์ และปีติ
ซึ่งมีความเดือดร้อนด้วยอำนาจแห่งอุปกรณ์ความสุขเหล่านั้น เป็นมูล เป็น
สมุฏฐานถูกต้องแล้ว. และแก่ความสุขทางกาย ในเวลาวิบากสุขเกิดขึ้น
เพราะอุปกรณ์แห่งความสุขเหล่านั้น ทำแล้วในกาลเกิดขึ้นแห่งความสุข,
และแก่ทุกข์ทางกาย ในเวลาทุกข์เกิดขึ้นตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล และ
ในเวลามีการฆ่าและจองจำ อันบุคคลผู้อดกลั้นไม่ได้ด้วยคุณสมบัติ มี
ศรัทธาเป็นต้นประกอบแล้ว. ก็ในเวลาผลสมาบัติอาศัยศรัทธาเป็นต้นเป็น
ไป ธรรมหนึ่ง ๆ ในบรรดาธรรมมีศรัทธาเป็นต้น พึงทราบว่า เป็น
อุปนิสสยปัจจัยแก่ผลสมาบัติด้วย. สองบทว่า กุสลํ กมฺมํ คือ กุศลเจตนา
เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่วิบากของตน. แต่เจตนานั้นได้เฉพาะที่มีกำลัง
เท่านั้น ที่มีกำลังอ่อนย่อมไม่ได้. ในข้อนั้นมีเรื่องดังต่อไปนี้ (เป็นอุทา-
หรณ์):-