มีอย่างเดียว คือ ที่เป็น ปุเรชาตะ ได้แก่
๑. บุคคลยินดีเพลิดเพลินซึ่งจักษุ เพราะปรารภซึ่งจักษุนั้น ราคะ
ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
๒. บุคคลยินดีเพลิดเพลินโสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ รูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หทยวัตถุ เพราะปรารภโสตะเป็นต้นนั้น ราคะ
ฯลฯ โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่อกุศลขันธ์ทั้งหลาย
ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.
[๖๑๘] ๑๐. กุศลธรรมและอัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม
ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ ที่เป็น สหชาตปุเรชาตะ๑ ได้แก่
ขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลที่เกิดพร้อมกัน และหทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่
ขันธ์ ๓ ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ และหทยวัตถุ เป็น
ปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.
[๖๑๙ ] ๑๑. กุศลธรรมและอัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากต-
ธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือ ที่เป็น สหชาตะ ปัจฉาชาตาหาระ๒ ปัจฉาชา-
ตินทริยะ๓
ที่เป็น สหชาตะ ได้แก่
๑. สหชาตปุเรชาตะ หมายถึงที่เป็นสหชาตะรวมกับปุเรชาตะ (มิสสกะ). ๒. หมายถึงปัจฉา-
ชาตะรวมกับอาหาร. ๓.หมายถึงปัจฉาชาตะรวมกับอินทริยะ.