เทียบเคียงปัจจัยในทุกมูลและติกมูลเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยเหล่า
นั้น.
บัณฑิตไม่ควรประกอบปัจจัยที่เป็นวิสภาคะกัน หรือที่ขัดแย้งกันไว้
ด้วยกัน. คืออย่างไร. คือ อธิบดีที่เหลือเว้นวีมังสาธิปติ และในอารัมมณ-
ปัจจัย อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย
ปัจฉาชาตปัจจัย กัมมปัจจัย อาเสวนปัจจัย อาหารปัจจัย ฌานปัจจัย
นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย เป็นวิสภาคะแห่งเหตุปัจจัยก่อน. สหชาตปัจจัย
เป็นต้น เป็นสภาคะแห่งเหตุปัจจัยนั้น. เพราะเหตุใด. เพราะมีสภาพเหมือน
กัน. จริงอยู่ เหตุปัจจัยป็นปัจจัยโดยเหตุ แก่ธรรมเหล่าใด ก็เป็นสหชาต
ปัจจัยเป็นต้น แก่ธรรมเหล่านั้นด้วย แต่หาเป็นอารัมมณปัจจัยเป็นต้น แก่
ธรรมเหล่านั้นไม่ เหตุนั้นอารัมมณปัจจัยเป็นต้น จึงชื่อว่า เป็นวิสภาคะ
แก่เหตุปัจจัยนั้น เพราะฉะนั้น เหตุปัจจัยนั้นจึงไม่ควรประกอบไว้กับ
อารัมมณปัจจัยเป็นต้นเหล่านั้น หรือว่าไม่ควรประกอบอารัมมณปัจจัย
เป็นต้น เหล่านั้นไว้กับเหตุปัจจัยนั้น.
แม้ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตต-
ปัจจัย อัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัย ก็ขัดแย้งกัน
และกัน จึงไม่ควรประกอบไว้ด้วยกันอีก. บรรดาธรรมเหล่านั้น ผู้ศึกษา
จะได้วาระเหล่าใดในการประกอบกับธรรมที่เข้ากันได้ เว้น ธรรมที่เข้ากัน
ไม่ได้เสีย เพื่อจะแสดงวาระเหล่านั้นโดยสังเขป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า เหตุปจฺจยา อธิปติยา จตฺตาริ เป็นต้น (ในเพราะเหตุปัจจัย
อธิปติปัจจัย มี ๔ วาระ).
บรรดาวาระเหล่านั้น เพราะการเทียบเคียงเหตุปัจจัยกับอธิปติปัจจัย