(เพราะเอาเหตุปัจจัยรวมกับอธิปติปัจจัย) ได้ ๗ วาระ ด้วยอำนาจแห่ง
ปัจจัยที่น้อยกว่าก็จริง ถึงอย่างนั้น เพราะในบรรดาอธิบดีทั้งหลาย วีมังสา-
ธิบดีเท่านั้นเป็นเหตุปัจจัย นอกนี้หาเป็นไม่ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงเว้น ธรรมที่เป็นวิสภาคะ (เข้ากันไม่ได้ ) เสียแล้ว ตรัสว่า จตฺตาริ
ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่เป็นสภาคะกัน . วิสัชนา ๔ วาระเหล่านั้น ผู้ศึกษา
พึงทราบอย่างนี้ คือ กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมด้วยอำนาจของเหตุ-
ปัจจัย ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย. คือวีมังสาที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่ขันธ์
ที่สัมปยุต กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย
ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย คือ วีมังสาธิบดีที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่รูป
ืที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน, กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมและอัพยากตธรรม
ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย คือ วีมังสาธิบดีที่
เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน, อัพยากต-
ธรรมเป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย ด้วยอำนาจ
ของอธิปติปัจจัย คือ วีมังสาธิบดีที่เป็นวิปากาพยากตะ และกิริยาพยากตะ
เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน. ก็ในทีนี้พึงถือเอา
วิปากาพยากตะจากโลกุตตธรรมเท่านั้น ส่วนอารัมมณปัจจัยและอนันตร-
ปัจจัยเป็นต้น ท่านไม่ประกอบไว้ เพราะเป็นวิสภาคะกัน ผู้ศึกษาครั้น
ทราบวาระที่มีได้และไม่ได้ในปัจจัยทั้งหมดโดยอุบายนี้แล้ว พึงอธิบาย
วาระด้วยอำนาจที่มีได้.
สองบทว่า สหชาเต สตฺต ความว่า ในสหชาตปัจจัย มี ๗ วาระ
ที่ได้แล้วในเหตุปัจจัย สองบทว่า อญฺมญฺเ ตีณิ ได้แก่ ในอัญญ-
มัญญปัจจัย มี ๓ วาระ คือ วิสัชนาที่ได้ในสุทธิกอัญญมัญญปัจจัย (อัญญ-