วิสัชนา ๓ วาระ ที่มีกุศลเป็นมูลอย่างนี้ คือ กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่
กุศลธรรม ๑ แก่อกุศลธรรม ๑ แก่อัพยากตธรรม ๑, วิสัชนา ๑ วาระ
มีอกุศลเป็นมูล, วิสัชนา ๓ วาระมีอัพยากตะเป็นมูล. สองบทว่า นิสฺสเย
ตีณิ คือ วิสัชนา ๓ วาระ มีอัพยากตะเป็นมูลด้วยอำนาจแห่งวัตถุนั่นเอง.
สองบทว่า อุปนิสฺสเย สตฺต เหมือนที่กล่าวไว้ในหนหลัง. สองบทว่า
ปุเรชาเต ตีณิ คือ วิสัชนา ๓ วาระ ที่มีอัพยากตะเป็นมูลด้วยอำนาจ
วัตถุและอารมณ์. สองบทว่า วิปฺปยุตฺเต ตีณิ คือ วิสัชนา ๓ วาระ ที่มี
อัพยากตะเป็นมูลด้วยอำนาจวัตถุอย่างเดียว. สองบทว่า อตฺถิอวิคเตสุ ตีณิ
คือ วิสัชนา ๓ วาระ ที่มีอัพยากตะเป็นมูลด้วยอำนาจวัตถุที่เป็นอารมณ์.
เหมือนอย่างในเหตุมูลกนัย ท่านตั้งฆฏนาไว้เพื่อแสดงข้อกำหนด ฉันใด
แม้ในอารัมมณมูลกนัยเป็นต้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
บรรดาฆฏนาเหล่านั้น ในฆฏนา ๕ ที่ท่านตั้งไว้ในอารัมมณมูลก-
นัยนี้ก่อน บรรดาฆฏนาเหล่านั้น
ฆฏนาที่ ๑ มี ธิบดีด้วยอำนาจอารัมณาธิปติปัจจัย บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า สตฺต คือ วิสัชนาที่ได้ในอารัมมณาธิปติทุกะนั่นเอง.
ฆฏนาที่ ๒ ไม่มีอธิบดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตีณิ คือ
วิสัชนาที่อัพยากตะเป็นมูล ด้วยอำนาจแห่งวัตถุและอารมณ์หรืออารมณ์
อย่างเดียว.
ฆฏนาที่ ๓ ประกอบในนิสสยปัจจัย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
ตีณิ คือ มีอัพยากตะเป็นมูลด้วยอำนาจวัตถุ.
ฆฏนาที่ ๔ และ ฆฏนาที่ ๕ มีอธิบดี ในสองข้อนั้น บทว่า
เอกํ ในฆฏนาที่ ๔ ได้แก่ อกุศลที่มีอัพยากตะเป็นมูล ด้วยอำนาจวัตถุ