บรรดาปัจจัยเหล่านั้น อารัมมณปัจจัยที่เป็นอธิบดี และอธิปติ-
ปัจจัยที่เป็นอารมณ์ ผนวกเข้ากับอุปนิสสยปัจจัย ด้วยอำนาจเป็น
อารัมมณูปนิสสยะ. ฝ่ายกุศลย่อมไม่เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยแก่กุศล
เพราะฉะนั้น ท่านจึงนำออกเสีย แล้วกล่าวว่า อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย
เพราะหมายเอาปัจจัย ๖ ที่เหลือ.
ปัจจัย ๑๙ พึงทราบว่าท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๓ ในปัญหา
ที่ ๑ (กุ-กุ) ด้วยประการฉะนี้.
บรรดาปัจจัยเหล่านั้น ในนเหตุปัจจนียะนี้ กุศลธรรมย่อมเป็น
ปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยนเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงยกบาลีขึ้น
แสดง โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในอารัมมณปัจจัยเป็นต้น มีอาทิอย่างนี้ว่า
บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว ย่อมพิจารณากุศลนั้น
ย่อมพิจารณาถึงกุศลทั้งหลายที่ประพฤติในกาลก่อน ก็เมื่ออารัมมณ-
ปัจจัยถูกปฏิเสธแล้ว บัณฑิตนำความพิสดารแห่งอารัมมณปัจจัยนั้นออก
เพิ่มความพิสดารแห่งเหตุปัจจัย แล้วพึงแสดงบาลีนั้นนั่นแล แม้ในการ
ปฏิเสธปัจจัยที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน ก็เมื่อปัจจัยใด ๆ ถูกปฏิเสธออก
วาระเหล่าใดลดไป ข้าพเจ้าจักพรรณนาวาระเหล่านั้นข้างหน้า.
ก็ในปัญหาที่ ๒ (กุ-อกุ) ท่านแสดงปัจจัย ๓ ด้วยปัจจัย ๒.
อย่างไร ? คือ กุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อกุศล ด้วยอำนาจของอนันตระ
เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงน่าเอาอนันตรปัจจัยเป็นต้น เหล่านั้นออก
แล้วตรัสว่า "อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย" โดยหมายเอา อารัมมณา-
ธิปติ และปกตูปนิสสยปัจจัย อันท่านสงเคราะห์แล้วด้วยอารัมมณู-
ปนิสสยปัจจัย. เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ปัจจัยทั้งหลาย ๓ เหล่านี้