หรือด้วยอำนาจแห่งธรรมที่วิปปยุตกัน ซึ่งยังมีอยู่และยังไม่ปราศจากไป
ดังนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงวาระที่ได้ใน ปัจจนียนัย ด้วย
การนับอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงการนับปัจจัย ด้วยอำนาจแห่ง
ปัจจัยที่มีมูล ๒ เป็นต้น จึงทรงเพิ่มคำว่า นเหตุปจฺจยา นารมฺมเณ
ปณฺณรส เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้นต่อไป.
ใน นเหตุมูลกทุกะ เป็นปัจจัยที่นับได้มากกว่า ครั้นประกอบกับ
ปัจจัยที่นับได้น้อยกว่าย่อมเป็นปัจจัยที่นับได้น้อยกว่าไปด้วย. ใน ติมูลกนัย
วาระ ๒ คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล อกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล (กุ-อกุ,
อกุ-กุ) ในคำว่า นอุปนิสฺสเย เตรส ย่อมขาดไป. เพราะเหตุไร ?
เพราะ นอุปนิสสยปัจจัย ท่านเชื่อมไว้กับ นอารัมมณปัจจัย. จริงอยู่
วาระเหล่านี้เป็นไปด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย. และ
ปัจจัยทั้ง ๒ นั้น อันท่านยกเสียแล้ว (ปฏิเสธ) วาระนั้นเป็นอันท่านถือ
เอาแล้วด้วยจำนวนแห่งอารัมมณาธิปติ และอารัมมณูปนิสสยปัจจัย
เท่านั้น.
สองบทว่า นอุปนิสฺสเย เตรส แม้ใน ฉมูลกนัย ก็คือวาระ ๑๓
เหล่านั้นนั่นแหละ.
พึงทราบวินิจฉัยใน สัตตมูลกนัย ต่อไป. สองบทว่า นอุปนิสฺสเย
สตฺต ได้แก่ วาระ ๘ คือ วาระ ๔ อัน เป็นไปอยู่ด้วยอำนาจแห่งอนันต-
รูปนิสสยปัจจัย และปกตูปนิสสยปัจจัยเหล่านั้น คือ ๑. กุศลเป็นปัจจัยแก่
กุศล (กุ-กุ)๒. กุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล (กุ-อกุ) ๓. อกุศลเป็นปัจจัย
แก่อกุศล (อกุ-อกุ) ๘. อกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล (อกุ-กุ) และกับ