มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตะ ได้แก่
บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่งซึ่งจักษุ เพราะปรารภจักษุนั้น
ราคะ ฯลฯ โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่งซึ่งหทยวัตถุ
ฯลฯ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม ด้วยอำนาจ
ของอัตถิปัจจัย.
[๑๗๓๙] ๖. อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสัง-
กิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตะ ได้แก่ หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์
ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.
[๑๗๔๐] ๗. อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสัง-
กิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย
คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓
ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย ฯลฯ.
[๑๗๔๑] ๘. อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสัง-
กิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น สหชาตะ และ ปัจฉาชาตะ
ที่เป็น สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม
ที่เกิดพร้อมเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย