ข้อว่า นามมตฺตํ น ายติ มีความว่า แม้เพียงแต่ชื่อ (แห่ง
สังขตธรรมเหล่านั้น) ย่อมไม่ปรากฏ.
บทว่า ทุกฺขหานึ ได้แก่ บำบัดทุกข์เสีย.
บาทคาถาว่า ขนฺธกา ยา จ มาติกา มีความว่า ขันธกะทั้งหลาย
และมาติกาเหล่าใด. อนึ่ง บาลีก็เหมือนกันนี้.
บาทคาถาว่า สมุฏฺานนิยโต กตํ มีความว่า สมุฏฐานที่ท่านทำ
ให้เป็นของแน่นอน คือ จัดไว้เป็นหลักที่แน่ ชื่อว่า นิยตสมุฏฐาน.
การสงเคราะห์ ๓ สิกขาบท คือ ภูตาโรจนสิกขาบท โจรีวุฏฐาปน-
สิกขาบท และอนนุญญาตสิกขาบท ด้วยคำว่า สมุฏฺานนยโต กตํ นั่น
อันบัณฑิตพึงพิจารณา.
จริงอยู่ ๓ สิกขาบทนี้เท่านั้น เป็นนิยตสมุฏฐาน คือ เป็นสมุฏฐาน
ที่ไม่เจือปนกับสมุฏฐานเหล่าอื่น.
บาทคาถาว่า สมฺเภทนิทานญฺจญฺํ มีความว่า ความเจือปนกัน
และเหตุแม้อื่น, บัณฑิตพึงพิจารณา การถือเอาความเจือปนกันแห่งสมุฏฐาน
ใน ๒ คำนั้น ด้วยคำว่า สัมเภท. จริงอยู่ เว้น ๓ สิกขาบทนั้นเสีย สิกขาบท
ที่เหลือ จัดเป็นสัมภินนสมุฏฐาน. บัณฑิตพึงตรวจดูนิทาน กล่าวคือประเทศ
ที่บัญญัติ แห่งสิกขาบททั้งหลายด้วยคำว่า นิทาน.
บาทคาถาว่า สุตฺเต ทิสฺสนฺติ อุปริ มีความว่า ๓ ส่วนนี้ คือ
สมุฏฐานนิยม สัมเภท นิทาน แห่งสิกขาบททั้งหลาย ย่อมเห็นได้ คือ ย่อม
ปรากฏในสูตรเท่านั้น.