Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 714

<< | หน้าที่ 714 | >>
สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั้นแหละเป็นคนพาล มีปัญญาทราม

สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั้นแหละยึดถือทิฏฐิอยู่

[๘๘๘] ถ้าพวกสมณพราหมณ์ไม่ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน

เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี ฉลาด มีความรู้แล้วไซร้

บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็ไม่มีใครเสื่อมปัญญา

เพราะทิฏฐิของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือกันมาอย่างนั้น

[๘๘๙] คน ๒ จำพวกกล่าวทิฏฐิใดต่อกันว่า เป็นคนพาล

เราไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่า จริง

สมณพราหมณ์พากันประกาศทิฏฐิของตน ๆ ว่า จริง

เพราะฉะนั้น จึงพากันใส่ไฟผู้อื่นว่า เป็นคนพาล

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๘๙๐] สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริง ว่าแท้

สมณพราหมณ์พวกอื่นก็พากันกล่าวธรรมนั้นว่าเปล่า ว่าเท็จ

สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างพากันถือมั่นแม้อย่างนี้แล้ววิวาทกัน

เพราะหตุไร สมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๘๙๑] หมู่ชนรู้ชัดสัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน

สัจจะนั้นมีอย่างเดียว เท่านั้น ไม่มีอย่างที่ ๒

สมณพราหมณ์เหล่านั้น พากันอวดสัจจะต่าง ๆ กันไปเอง

เพราะฉะนั้น สมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน

๑ ข้อความนี้แปลตามบาลีที่ปรากฏว่า “สนฺทิฏฺฐิยา เจว น วีวทาตา” อีกนัยหนึ่งมีบาลีปรากฏว่า “สนฺทิฏฺฐิยา เจ ปน วีวทาตา” ดังนี้ก็มี แปลว่า “ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้ว เพราะทิฏฐิของตน” (ขุ.สุ.อ. ๒/๘๘๗-๘๘๘/๓๙๖)
๒ สัจจะมีอย่างเดียว หมายถึงนิโรธสัจจะ หรือมัคคสัจจะ (ขุ.สุ.อ. ๒/๘๙๑/๓๙๗)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka