Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 26 หน้าที่ 487

<< | หน้าที่ 487 | >>
[๘๙๓] บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้อง

มีเสียงดนตรีที่บรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า

ย่อมไม่บรรลุถึงความบริสุทธิ์ด้วยการบริโภคกามนั้น

ยังยินดีในกามคุณซึ่งเป็นวิสัยของมาร

[๘๙๔] ส่วนอนุรุทธะนี่แหละ ล่วงกามคุณ ๕ นี้ได้แล้ว

ยินดีในคำสอนของพระพุทธเจ้า

ล่วงโอฆะทั้งปวงได้แล้ว เข้าฌานอยู่

[๘๙๕] และล่วงกามคุณ ๕ เหล่านี้ คือ

รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ

ที่น่ารื่นรมย์ใจ เข้าฌานอยู่

[๘๙๖] อนุรุทธะ เป็นปราชญ์ ไม่มีอาสวะ

กลับจากบิณฑบาตแล้ว

เที่ยวแสวงหาผ้าบังสุกุลแต่ผู้เดียวไม่มีเพื่อน

[๘๙๗] อนุรุทธะ ผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญา ไม่มีอาสวะ

เที่ยวเลือกหาแต่ผ้าบังสุกุล

ครั้นได้แล้ว ซัก ย้อมเอง แล้วนุ่งห่ม

[๘๙๘] บาปธรรมที่เศร้าหมองเหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้มักมาก

ไม่สันโดษ ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ และมีจิตฟุ้งซ่าน

[๘๙๙] ส่วนภิกษุผู้มีสติ มักน้อย สันโดษ

ไม่มีความขัดเคือง ยินดีในวิเวก

ชอบสงัด ปรารภความเพียรเป็นประจำ

[๙๐๐] ย่อมมีแต่กุศลธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายให้ตรัสรู้เหล่านี้

ทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ก็ตรัสว่า

ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่มีอาสวะ


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka