Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 27 หน้าที่ 529

<< | หน้าที่ 529 | >>
(ต่อมาพระราชบิดาเมื่อทรงพร่ำสอนพระกุมารตามอัธยาศัย จึงตรัสคาถาว่า)

{๒๒๔๖} [๓๔๐] หัตถิบาลลูกรัก เจ้าจงเล่าเรียนวิทยาแสวงหาทรัพย์

ปลูกฝังบุตรธิดาให้ดำรงอยู่ในเหย้าเรือน

แล้วจงเสวยคันธารมณ์ รสารมณ์ และวัตถุกาม ทั้งปวงเถิด

เป็นนักบวชได้ในเวลาแก่ เป็นการดี

พระอริยะสรรเสริญผู้บวชนั้นว่าเป็นมุนี

(หัตถิปาลกุมารได้กล่าวคาถาว่า)

{๒๒๔๗} [๓๔๑] เวทวิทยาเป็นของไม่จริง

ลาภคือทรัพย์มีสภาพเป็นอันเดียวก็หาไม่

ชนทั้งหลายห้ามความชราได้เพราะลาภคือบุตรก็หาไม่

สัตบุรุษกล่าวยกย่องการปล่อยวางคันธารมณ์และรสารมณ์

ผลสำเร็จย่อมมีได้ เพราะการกระทำของตน

(พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสคาถาว่า)

{๒๒๔๘} [๓๔๒] คำของเจ้านั้นเป็นคำสัตย์อย่างแท้จริง

ผลสำเร็จย่อมมีได้เพราะการกระทำของตน

แต่มารดาบิดาของเจ้าเหล่านี้แก่เฒ่าแล้ว

พึงเห็นเจ้ามีอายุ ๑๐๐ ปี ไม่มีโรค

(หัตถิปาลกุมารสดับดังนั้นแล้วจึงได้กล่าว ๒ คาถาว่า)

{๒๒๔๙} [๓๔๓] ขอเดชะพระมหาราช ผู้แกล้วกล้าประเสริฐกว่านรชน

ความเป็นเพื่อนกับความตาย

ความเป็นมิตรไมตรีกับความแก่ พึงมีแก่ผู้ใด

และแม้ผู้ใดพึงรู้ในกาลบางคราวว่า เราจักไม่ตาย

มารดาบิดาพึงเห็นผู้นั้นมีอายุ ๑๐๐ ปี ไม่มีโรค

๑ คันธารมณ์ อารมณ์ที่เกิดแต่กลิ่น รสารมณ์ อารมณ์ที่เกิดแต่รส วัตถุกาม วัตถุที่น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าอยากได้ โดยความได้แก่กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka