Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 27 หน้าที่ 608

<< | หน้าที่ 608 | >>
[๗๗] บุคคลใดคิดปัญหาที่ลึกซึ้งได้ด้วยใจ

ไม่ทำกรรมอันหยาบช้าซึ่งหาประโยชน์เกื้อกูลมิได้

ไม่ตัดรอนประโยชน์ที่มาถึงตามกาลให้เสียไป

บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่า ผู้มีปัญญา

[๗๘] บุคคลใดเป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นปราชญ์

มีกัลยาณมิตร และมีความภักดีมั่นคง

ช่วยกระทำกิจของมิตรที่ตกยากด้วยความเต็มใจ

บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่า สัตบุรุษ

[๗๙] บุคคลใดประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งปวงเหล่านี้

มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทานด้วยดี

รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สิริย่อมไม่ละคนเช่นนั้น

ผู้มีปกติสงเคราะห์ มีวาจาอ่อนหวาน สละสลวย

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

{๒๔๖๗} [๘๐] โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า

แต่โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า

ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น

ศีล ๑ สิริ ๑ ธรรมของสัตบุรุษ ๑ ปัญญา ๑

บัณฑิตกล่าวข้อไหนว่า ประเสริฐกว่า

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบว่า)

{๒๔๖๘} [๘๑] ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่า ปัญญาแลประเสริฐที่สุด

ดุจดวงจันทร์ราชาแห่งนักษัตรประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย

ศีล สิริ และแม้ธรรมของสัตบุรุษย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

{๒๔๖๙} [๘๒] โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า

แต่โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka