Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 27 หน้าที่ 613

<< | หน้าที่ 613 | >>
(พระนางอลัมพุสาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า)

{๒๔๘๓} [๑๐๓] หม่อมฉันถูกพระเทวราชทรงใช้จะไม่ทำก็ไม่ได้

แต่หม่อมฉันหวั่นเกรงการที่จะประเล้าประโลมให้ดาบสนั้นยินดี

เพราะท่านเป็นพราหมณ์ มีเดชสูงส่ง

[๑๐๔] ชนทั้งหลายประเล้าประโลมฤๅษีให้ยินดีแล้วตกนรก

ถึงสังสารวัฏเพราะความงมงายมีจำนวนมิใช่น้อย

เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงขนพองสยองเกล้า

(พระศาสดาตรัสว่า)

{๒๔๘๔} [๑๐๕] อลัมพุสา มิสสาเทพอัปสร ผู้มีวรรณะน่าใคร่

ปรารถนาเพื่อจะให้อิสิสิงคดาบสคลุกเคล้าระคนด้วยกิเลส

ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็หลีกไป

[๑๐๖] ก็อลัมพุสาเทพอัปสรนั้นได้ลงสู่ป่าที่อิสิสิงคดาบสรักษา

ซึ่งดารดาษด้วยเถาตำลึงสุกมีประมาณกึ่งโยชน์โดยรอบนั้น

[๑๐๗] นางเข้าไปหาอิสิสิงคดาบสผู้กำลังปัดกวาดโรงไฟแต่เช้าตรู่

ก่อนเวลาอาหารเช้า ใกล้เวลาอาทิตย์อุทัย

(ลำดับนั้น ดาบสถามนางว่า)

{๒๔๘๕} [๑๐๘] เธอเป็นใครหนอ

รัศมีช่างงามผ่องใสดังสายฟ้า ประดุจดาวประกายพรึก

ประดับกำไลมืออันวิจิตร สวมใส่ต่างหูแก้วมณี

[๑๐๙] มีประกายดุจแสงอาทิตย์ ร่างกายมีกลิ่นหอมด้วยจันทน์เหลือง

ลำขากลมกลึงสวยงาม มีมายามากมาย

กำลังสาวแรกรุ่น น่าทัศนาเชยชม

[๑๑๐] เท้าทั้ง ๒ ของเธออ่อนละมุน สะอาดหมดจด ไม่แหว่งเว้า

ตั้งลงเรียบเสมอด้วยดี ทุกย่างก้าวของเธอน่ารักใคร่

ดึงใจอาตมาให้วาบหวาม


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka