Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 28 หน้าที่ 31

<< | หน้าที่ 31 | >>
[๑๖๒] คนเหล่าใดกล่าวว่า

ความเพียรไม่มี ๑ ประกาศความไม่มีเหตุ ๑

พรรณนาการกระทำของผู้อื่นและการกระทำของตน

ว่าเป็นการสูญเปล่า ๑

[๑๖๓] คนเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล

มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก

คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง

พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง

การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด

มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร

[๑๖๔] ก็ถ้าว่าความเพียรไม่พึงมี กรรมดีกรรมชั่วไม่พึงมี

พระราชาก็จะไม่ทรงชุบเลี้ยงช่างไม้

แม้เครื่องยนต์ทั้งหลายก็จะไม่พึงให้สร้าง

[๑๖๕] แต่เพราะความเพียรมีอยู่ กรรมดีกรรมชั่วก็มีอยู่

ฉะนั้น พระราชาจึงทรงให้สร้างเครื่องยนต์

และทรงชุบเลี้ยงช่างไม้ไว้

[๑๖๖] หากฝนไม่พึงตก หิมะไม่พึงตกตลอด ๑๐๐ ปี

โลกนี้ก็พึงขาดสูญ หมู่สัตว์นี้พึงพินาศไป

[๑๖๗] แต่เพราะฝนยังตกอยู่ และหิมะยังโปรยปรายอยู่เนือง ๆ

ฉะนั้น ข้าวกล้าจึงเผล็ดผล

และทำให้พระราชาปกครองแคว้นได้ยั่งยืน

[๑๖๘] เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka