Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 28 หน้าที่ 131

<< | หน้าที่ 131 | >>
(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงทำข้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสว่า)

{๒๘๘} [๒๗๔] ท้าวสหัสสนัยน์ผู้เป็นจอมแห่งเทพชั้นไตรทศ

ได้ตรัสกับมาตลีเทพสารถีนั้นอีกว่า

ท่านจงไปถามโกสิยฤๅษีตามคำของเราว่า

ข้าแต่ท่านโกสิยะ เว้นเทพธิดาอาสา เทพธิดาสัทธา

และเทพธิดาสิรีเสีย เทพธิดาหิรีผู้เดียว

ได้อาหารทิพย์แล้วเพราะเหตุไร

{๒๘๙} [๒๗๕] มาตลีเทพสารถีได้ขึ้นสู่เวชยันตราชรถอันรุ่งเรือง

เช่นกับเครื่องอุปกรณ์ มีหงอนอันสำเร็จด้วยทองชมพูนุท

โชติช่วงดุจดวงตะวัน ประดับตบแต่งอย่างงดงาม

มีประกายวิจิตรดังทองคำเลื่อนลอยไปได้โดยสะดวกสบาย

[๒๗๖] ณ ราชรถนี้มีรูปดวงจันทร์ รูปช้าง รูปโค รูปม้า รูปกินนร

รูปเสือโคร่ง รูปเสือเหลือง รูปเนื้อทรายทำด้วยทองคำ

ประชุมกันมากมาย มีรูปนกทำท่าทางโผบินอยู่ในราชรถนี้

รูปมฤคาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ประชุมกันเป็นฝูง ๆ ในราชรถนี้

[๒๗๗] ที่ราชรถนั้น เทพบุตรทั้งหลายได้เทียมอัศวราชที่มีผิวกาย

คล้ายทองคำ มีพลังเช่นกับช้างหนุ่มประมาณ ๑,๐๐๐ เชือก

ประดับตบแต่งแล้ว มีเครื่องประดับอกคือข่ายทองคำ

มีพู่ห้อยหูทั้ง ๒ ข้าง วิ่งไปได้ด้วยเสียงรวดเร็วไม่ติดขัด

[๒๗๘] มาตลีเทพสารถีขึ้นสู่ราชยานอันประเสริฐนั้น

ได้บันลือไปตลอดทิศทั้ง ๑๐ เหล่านี้

ยังท้องฟ้า ภูเขา ต้นไม้ใหญ่อันเป็นเจ้าแห่งป่าในไพรสณฑ์

และแผ่นดินพร้อมทั้งสมุทรสาครให้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

[๒๗๙] มาตลีเทพสารถีนั้นได้ไปถึงอาศรมโดยเร็วพลัน

กระทำผ้าปาวารเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง

ประนมมือแล้วได้กล่าวกับโกสิยเทวพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต

มีคุณอันเจริญ มีวัตรอันฝึกฝนดีแล้วว่า


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka