Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 28 หน้าที่ 442

<< | หน้าที่ 442 | >>
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสว่า)

{๑๐๓๔} [๑๖๒๘] พญานาควรุณได้ตรัสถามปัญาหากับบัณฑิตฉันใด

แม้พระนางวิมลานาคกัญญาก็ตรัสถามปัญหากับบัณฑิตฉันนั้น

[๑๖๒๙] วิธุรบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ที่พญานาควรุณตรัสถามแล้ว

ได้พยากรณ์ปัญหาให้พญานาควรุณทรงยินดีฉันใด

แม้พระนางวิมลานาคกัญญาก็ให้ทรงยินดีฉันนั้น

[๑๖๓๐] วิธุรบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ทราบว่า พญานาคผู้ประเสริฐ

และนางนาคกัญญาทั้ง ๒ พระองค์นั้นพอพระทัย

ก็ไม่ครั่นคร้าม ไม่กลัว ไม่ขนพองสยองเกล้า

ได้กราบทูลท้าววรุณนาคราชว่า

[๑๖๓๑] “ข้าแต่พญานาค พระองค์อย่าทรงวิตกเลย

ข้าพระองค์เป็นส่วย ขอพระองค์จงทรงทำกิจ

ด้วยเนื้อหทัยตามที่พระองค์ทรงประสงค์เถิด

ข้าพระองค์จะทำลายสรีระนี้ตามพระประสงค์ของพระองค์เอง”

(พญานาคตรัสว่า)

{๑๐๓๕} [๑๖๓๒] “ปัญญานั่นเอง เป็นหัวใจของบัณฑิตทั้งหลาย

พวกเรายินดีด้วยปัญญาของท่านยิ่งนัก

ขอปุณณกเสนาบดีของยักษ์จงได้ภรรยา ณ วันนี้

และจงไปส่งท่านให้ถึงแคว้นกุรุในวันเดียวกันนี้เถิด”

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

{๑๐๓๖} [๑๖๓๓] ปุณณกยักษ์นั้นได้นางอิรันทดีนาคกัญญาแล้ว

ก็มีใจชื่นชมโสมนัส ได้กล่าวกับวิธุรบัณฑิต

ผู้ประเสริฐที่สุดแห่งชาวแคว้นกุรุว่า

๑ ส่วย หมายถึงของที่เรียกเก็บจากพื้นเมืองส่งเป็นภาคหลวง ตามวิธีเรียกเก็บภาษีอากรในสมัยโบราณ (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๗๙๔)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka