Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 28 หน้าที่ 536

<< | หน้าที่ 536 | >>
[๒๒๘๑] พระนางมัทรีมิได้มีพระพักตร์เง้างอ มิได้ทรงเก้อเขิน

และมิได้ทรงกันแสง ทรงเพ่งดูพระสวามีโดยดุษณีภาพ

โดยคิดว่า ท้าวเธอย่อมทรงทราบสิ่งที่ประเสริฐ

(พระศาสดาตรัสพระดำรัสนี้ว่า)

{๑๒๐๘} เมื่อตถาคตเป็นพระเวสสันดร

บริจาคพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาซึ่งเป็นธิดา

และพระมัทรีเทวีผู้มีวัตรอันดี ผู้ยำเกรงในพระสวามี

มิได้คิดเสียดายเลย เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น

บุตรทั้ง ๒ เป็นที่เกลียดชังของเราก็หามิได้

พระนางมัทรีเทวีจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้

แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา

ฉะนั้น เราจึงได้ให้ของซึ่งเป็นที่รัก

(ต่อมา พระนางมัทรีกราบทูลว่า)

{๑๒๐๙} [๒๒๘๒] หม่อมฉันเป็นพระชายาของพระองค์ตั้งแต่ยังเป็นสาวรุ่น

พระองค์ทรงเป็นพระสวามีผู้เป็นใหญ่ของหม่อมฉัน

พระองค์ทรงปรารถนาจะพระราชทานหม่อมฉันแก่ผู้ใด

ก็ทรงพระราชทานแก่ผู้นั้นเถิด

หรือทรงปรารถนาจะขายหรือจะฆ่า ก็ทรงขายหรือทรงฆ่าเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

{๑๒๑๐} [๒๒๘๓] ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบพระดำริของกษัตริย์ทั้ง ๒ นั้น

จึงได้ตรัสดังนี้ว่า ข้าศึกทั้งมวล ทั้งที่เป็นของทิพย์และเป็นของมนุษย์

พระองค์ทรงชนะแล้ว

๑ ข้าศึกทั้งมวล หมายถึงผู้รับทานที่มีทิพยสมบัติและผู้รับทานที่มีมนุษยสมบัติ ท่านเหล่านั้นยังมีความ ตระหนี่อยู่ พระเวสสันดรชนะคนเหล่านี้ได้ด้วยการให้บุตรและภรรยาเป็นทาน (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๒๒๘๓/๔๒๕)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka