Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 30 หน้าที่ 21

<< | หน้าที่ 21 | >>
{๒๔๗} [๙๕] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อุปสีวะ)

เธอจงมีสติ เพ่งพิจารณาอากิญจัญญายตนสมาบัติ

ยึดเอาเป็นอารมณ์ว่า ไม่มีอะไรดังนี้แล้ว

ก็จะข้ามห้วงกิเลสได้ เธอจงละกามทั้งหลาย

เป็นผู้งดเว้นจากความสงสัยทั้งหลาย

พิจารณาความสิ้นตัณหา ทั้งคืนทั้งวัน (๒)

{๒๕๒} [๙๖] (ท่านอุปสีวะทูลถาม ดังนี้)

บุคคลใดคลายราคะในกามทั้งปวง

ละสมาบัติอื่น อาศัยแต่อากิญจัญญายตนสมาบัติ

น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ชั้นสูง

บุคคลนั้นไม่หวั่นไหว ดำรงอยู่ในพรหมโลก

ชั้นอากิญจัญญายตนะนั้นได้หรือ (๓)

{๒๕๗} [๙๗] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อุปสีวะ)

บุคคลใดคลายราคะในกามทั้งปวง

ละสมาบัติอื่น อาศัยแต่อากิญจัญญายตนสมาบัติ

น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ชั้นสูง

บุคคลนั้นไม่หวั่นไหว ดำรงอยู่ในพรหมโลก

ชั้นอากิญจัญญายตนะนั้นได้ (๔)

{๒๖๒} [๙๘] (ท่านอุปสีวะทูลถามว่า)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีสมันตจักขุ

ถ้าบุคคลนั้นไม่หวั่นไหว ดำรงอยู่ในพรหมโลกนั้นนานปีไซร้

บุคคลนั้นเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว

มีความสงบเย็นอยู่ในพรหมโลกนั้นนั่นแลหรือ

หรือว่าวิญญาณของบุคคลนั้นจะพึงจุติอีก (๕)

{๒๖๖} [๙๙] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อุปสีวะ)

เปลวไฟถูกกำลังลมพัดไป

ย่อมดับ กำหนดไม่ได้ ฉันใด

มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อมดับไป

กำหนดไม่ได้ ฉันนั้น (๖)


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka