Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 30 หน้าที่ 129

<< | หน้าที่ 129 | >>
พระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่าเสขมุนี

พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่อว่าอเสขมุนี

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าปัจเจกมุนี

พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ตรัสเรียกว่ามุนิมุนี

(สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า)

บุคคลโง่เขลาไม่รู้อะไร เพียงแต่นั่งนิ่ง ๆ หาชื่อว่าเป็นมุนีไม่

ส่วนบุคคลผู้ฉลาดเลือกชั่งเอาแต่สิ่งที่ดี ละทิ้งสิ่งที่ชั่ว

เหมือนบุคคลชั่งสิ่งของ จึงจะชื่อว่าเป็นมุนีแท้

ผู้ที่รู้โลกทั้ง ๒ ก็เรียกว่า เป็นมุนี (เช่นกัน)

ผู้รู้ธรรมทั้งของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ

ทั้งภายในและภายนอกในโลกทั้งปวง

เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้อง

และตัณหาดุจตาข่ายได้แล้ว ชื่อว่ามุนี

คำว่า แก้ (ปัญหานั้น) ให้แจ่มแจ้ง ได้แก่ ขอพระองค์โปรดตรัสบอก คือ โปรดแสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศปัญหานั้นให้ แจ่มแจ้ง รวมความว่า พระองค์ผู้ทรงเป็นพระมุนี ขอโปรดตรัสแก้ปัญหานั้นแก่ ข้าพระองค์ให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด

คำว่า เพราะธรรมนั้น พระองค์ทรงทราบชัดแล้ว อธิบายว่า เพราะ พระองค์ทรงทราบ คือ เทียบเคียง พิจารณา ทำให้กระจ่าง ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว รวมความว่า เพราะธรรมนั้น พระองค์ทรงทราบชัดแล้ว ด้วยเหตุนั้น พราหมณ์นั้น จึงกราบทูลว่า

๑ ขุ.ธ. ๒๕/๒๖๘-๒๖๙/๖๓
๒ เครื่องข้อง มี ๗ อย่าง ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส และทุจริต (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๘๓/๕๒๐)
๓ ขุ.สุ. ๒๕/๕๓๓/๔๓๘

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka