Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 31 หน้าที่ 33

<< | หน้าที่ 33 | >>
ธรรม ๕ อย่างที่ควรละ คือ นิวรณ์ ๕

ธรรม ๖ อย่างที่ควรละ คือ ตัณหา ๖

ธรรม ๗ อย่างที่ควรละ คือ อนุสัย ๗

ธรรม ๘ อย่างที่ควรละ คือ มิจฉัตตะ ๘

ธรรม ๙ อย่างที่ควรละ คือ ธรรมที่มีตัณหาเป็นมูล ๙

ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรละ คือ มิจฉัตตะ ๑๐

{๖๕} [๒๔] ปหานะ ๒ คือ

๑. สมุจเฉทปหานะ (การละด้วยการตัดขาด)

๒. ปฏิปัสสัทธิปหานะ (การละด้วยสงบระงับ)

สมุจเฉทปหานะซึ่งเป็นโลกุตตรมรรคและปฏิปัสสัทธิปหานะซึ่งเป็นโลกุตตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไป

ปหานะ ๓ คือ

๑. เนกขัมมปหานะ เป็นเครื่องสลัดออกจากกาม

๒. อรูปฌาน เป็นเครื่องสลัดออกจากรูปฌาน

๓. นิโรธ เป็นเครื่องสลัดออกจากสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น

บุคคลผู้ได้เนกขัมมะย่อมละและสละกามได้ บุคคลผู้ได้อรูปฌานย่อมละและ สละรูปได้ บุคคลผู้ได้นิโรธย่อมละและสละสังขารได้

๑ มิจฉัตตะ ๘ ได้แก่ (๑) มิจฉาทิฏฐิ (๒) มิจฉาสังกัปปะ (๓) มิจฉาวาจา (๔) มิจฉากัมมันตะ (๕) มิจฉาอาชีวะ (๖) มิจฉาวายามะ (๗) มิจฉาสติ (๘) มิจฉาสมาธิ (ขุ.ป.อ. ๑/๒๓/๑๒๙)
๒ ธรรมที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ ได้แก่ (๑) ปริเยสนา (๒) ลาภะ (๓) วินิจฉยะ (๔) ฉันทราคะ (๕) อัชโฌสานะ (๖) ปริคคหะ (๗) มัจฉริยะ (๘) อารักขกะ (๙) อารักขาธิกรณะ (ขุ.ป.อ. ๑/๒๓/๑๓๐)
๓ มิจฉัตตะ ๑๐ ได้แก่ มิจฉัตตะ ๘ เพิ่มมิจฉาญาณและมิจฉาวิมุตติอีก ๒ จึงเป็น ๑๐ (ขุ.ป.อ. ๑/๒๓/๑๓๑)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka