Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 31 หน้าที่ 34

<< | หน้าที่ 34 | >>
ปหานะ ๔ คือ

๑. เมื่อรู้แจ้งทุกขสัจด้วยการกำหนดรู้ ชื่อว่าย่อมละ (กิเลสที่ควรละ) ได้

๒. เมื่อรู้แจ้งสมุทยสัจด้วยการละ ชื่อว่าย่อมละ (กิเลสที่ควรละ) ได้

๓. เมื่อรู้แจ้งนิโรธสัจด้วยการทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมละ (กิเลสที่ควรละ) ได้

๔. เมื่อรู้แจ้งมัคคสัจด้วยการเจริญ ชื่อว่าย่อมละ (กิเลสที่ควรละ) ได้

ปหานะ ๕ คือ

๑. วิกขัมภนปหานะ (การละด้วยการข่มไว้)

๒. ตทังคปหานะ (การละด้วยองค์นั้น ๆ)

๓. สมุจเฉทปหานะ (การละด้วยการตัดขาด)

๔. ปฏิปัสสัทธิปหานะ (การละด้วยสงบระงับ)

๕. นิสสรณปหานะ (การละด้วยสลัดออกได้)

การละนิวรณ์ด้วยการข่มไว้ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญปฐมฌาน การละทิฏฐิสังโยชน์ด้วยองค์นั้น ๆ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญสมาธิซึ่งเป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทปหานะซึ่งเป็นโลกุตตรมรรค และปฏิปัสสัทธิปหานะซึ่งเป็นโลกุตตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไป และนิสสรณปหานะ เป็นนิโรธ คือพระนิพพาน

{๖๖} ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ สิ่งทั้งปวงที่ควรละ คืออะไร

คือ จักขุควรละ รูปควรละ จักขุวิญญาณควรละ จักขุสัมผัสควรละ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยควรละ

โสตะควรละ สัททะ ฯลฯ

ฆานะควรละ คันธะ ฯลฯ

ชิวหาควรละ รส ฯลฯ

กายควรละ โผฏฐัพพะ ฯลฯ


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka