Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 31 หน้าที่ 239

<< | หน้าที่ 239 | >>
จิตที่หวังอนาคตารมณ์ถึงความกวัดแกว่ง ย่อมเป็นอันตรายต่อสมาธิ

จิตที่หดหู่ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน ย่อมเป็นอันตรายต่อสมาธิ

จิตที่มีความเพียรกล้า ตกไปข้างฝ่ายอุทธัจจะ ย่อมเป็นอันตรายต่อสมาธิ

จิตที่น้อมรับตกไปข้างฝ่ายกำหนัด ย่อมเป็นอันตรายต่อสมาธิ

จิตที่ผละออกตกไปข้างฝ่ายพยาบาท ย่อมเป็นอันตรายต่อสมาธิ

จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์

จิตที่หวังอนาคตารมณ์

จิตที่หดหู่ จิตที่มีความเพียรกล้า

จิตที่น้อมรับ จิตที่ผละออก ย่อมไม่ตั้งมั่น

อุปกิเลส ๖ ประการนี้ เป็นอันตราย

ต่อสมาธิที่ประกอบด้วยอานาปานสติ

เป็นเหตุให้บุคคลผู้มีความดำริเศร้าหมอง

ไม่รู้ชัดซึ่งอธิจิต ฉะนี้แล

{๓๖๙} [๑๕๗] เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามลมหายใจเข้าที่ฐานเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด

กายและจิตย่อมกระสับกระส่าย หวั่นไหว และดิ้นรน เพราะจิตถึงความฟุ้งซ่าน ในภายใน

เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามลมหายใจออกที่ฐานเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด

กายและจิตย่อมกระสับกระส่าย หวั่นไหว และดิ้นรน เพราะจิตถึงความฟุ้ง ซ่านในภายนอก

กายและจิตย่อมกระสับกระส่าย หวั่นไหว และดิ้นรน เพราะความเป็นไปแห่ง ตัณหาคือความติดใจหวังลมหายใจเข้า

กายและจิตย่อมกระสับกระส่าย หวั่นไหว และดิ้นรน เพราะความเป็นไปแห่ง ตัณหาคือความติดใจหวังลมหายใจออก


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka