Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 32 หน้าที่ 137

<< | หน้าที่ 137 | >>
[๑๑๗] ข้าพเจ้าเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๘๐ ชาติ มีเหล่านางเทพอัปสรห้อมล้อม ได้เสวยทิพยสุข

[๑๑๘] ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ชาติ ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

[๑๑๙] เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าประกอบแต่บุญกรรม ได้เกิดในตระกูลพราหมณมหาศาลมั่งคั่งที่สุดในกรุงสาวัตถี

[๑๒๐] เวลาเย็น (วันหนึ่ง) ข้าพเจ้าต้องการจะเล่น จึงออกจากนคร มีพวกเด็ก ๆ ห้อมล้อม เข้าไปยังสังฆาราม

[๑๒๑] ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าได้พบสมณะรูปหนึ่งผู้หลุดพ้น ไม่มีอุปธิ ท่านแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า และได้ให้สรณะแก่ข้าพเจ้า

[๑๒๒] ข้าพเจ้านั้นฟังสรณะแล้ว ระลึกถึงสรณะของข้าพเจ้าได้ นั่งอยู่บนอาสนะเดียวได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

[๑๒๓] ข้าพเจ้าเกิดได้ ๗ ขวบ ก็ได้บรรลุอรหัตตผล พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงรู้คุณสมบัติของข้าพเจ้าแล้ว จึงประทานอุปสมบทให้

[๑๒๔] ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถึงสรณะทั้งหลาย กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วเพียงนั้น แสดงผลแก่ข้าพเจ้าในอัตภาพสุดท้ายนี้

[๑๒๕] สรณะข้าพเจ้า ก็รักษาไว้ดีแล้ว ใจข้าพเจ้า ก็ได้ตั้งไว้มั่นแล้ว ข้าพเจ้าจึงเสวยยศทุกอย่างแล้ว ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว(คือนิพพาน)

[๑๒๖] บรรดาท่านที่ต้องการจะฟังจงฟังข้าพเจ้ากล่าว ข้าพเจ้าจักบอกบทอันเป็นประโยชน์ที่ข้าพเจ้าเห็นเองแก่ท่านทั้งหลาย


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka