Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 32 หน้าที่ 491

<< | หน้าที่ 491 | >>
ตนเมื่ออยู่ในครรภ์มารดา ก็อยู่ในครรภ์ของมารดาคนเดิม

[๕๐] ข้าพเจ้าจุติจากกายนั้นแล้ว ได้เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในระหว่างนี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นความโทมนัสในครั้งนั้นเลย

[๕๑] ข้าพเจ้าจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว ลงสู่ครรภ์มารดา ออกจากครรภ์มารดา(คลอด)แล้ว ไม่รู้จักทุกข์อะไร ๆ เลย

[๕๒] ข้าพเจ้ามีอายุ ๗ ขวบ ได้เข้าไปยังอาราม ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดมศากยบุตร ผู้คงที่

[๕๓] ได้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ทำตามคำสอนของพระศาสดา ในปาพจน์อย่างกว้างขวาง ในศาสนาที่ชนจำนวนมากนับถือ

[๕๔] กรุงชื่อว่าสาวัตถี พระเจ้าโกศลทรงเป็นใหญ่ในกรุงนั้น พระองค์เสด็จไปยังต้นโพธิ์ที่ประเสริฐด้วยรถซึ่งเทียมด้วยม้า

[๕๕] ข้าพเจ้าเห็นพาหนะประเสริฐของพระเจ้าโกศลนั้นแล้ว ระลึกถึงบุพกรรม จึงได้ประนมมือไปยังที่ประชุม

[๕๖] ข้าพเจ้ามีอายุ ๗ ขวบ ก็ได้บวชเป็นบรรพชิต พระสาวกชื่ออานนท์ เป็นอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า

[๕๗] ท่านมีคติ มีธิติ มีสติ เป็นพหูสูต มีความรุ่งเรืองมาก ได้ถวายพระธรรมเทศนาทำพระหฤทัยของพระราชาให้ทรงเลื่อมใส

๑ มีคติ ในที่นี้หมายถึงมีหลักการทรงจำพุทธพจน์ได้หมดทุกบทที่พระองค์ทรงแสดงให้ฟังในแต่ละครั้งได้หมดทุกข์บท
มีธิติ ในที่นี้หมายถึงเพียรเรียน เพียรสาธยาย เพียรทรงจำ
มีสติ ในที่นี้หมายถึงสามารถจำพระพุทธพจน์ได้เป็นเลิศ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka