[๘๓] ข้าพเจ้าได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นทรงแสดงอมตบทอยู่ จึงทำจิตของตนให้เลื่อมใสแล้วได้กลับไปยังเรือนของตน
[๘๔] ข้าพเจ้าถือฉัตรที่ประดับแล้ว เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นนรชนผู้สูงสุด ข้าพเจ้ามีจิตร่าเริงเบิกบาน ได้โยนฉัตรขึ้นไปในอากาศ
[๘๕] สาวกผู้ล้ำเลิศ ฝึกตนดุจยานที่ควบคุมดีแล้ว เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กั้นฉัตรไว้เหนือเศียรเกล้า
[๘๖] พระพุทธเจ้าผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของโลก ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
[๘๗] ผู้ใดถวายฉัตรที่ประดับแล้วเป็นที่รื่นรมย์ใจนี้ ด้วยจิตที่เลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปเกิดยังทุคติเลย
[๘๘] จักได้ครองเทวสมบัติในหมู่เทวดาตลอด ๗ ชาติ และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๒ ชาติ
[๘๙] ต่อจากนี้ไปอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร จักทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
[๙๐] ผู้นั้นจักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดา พระองค์เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
[๙๑] ข้าพเจ้าทราบพระพุทธดำรัสที่ทรงเปล่งออกมา เป็นอาสภิวาจาแล้วก็มีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี จึงเกิดความร่าเริงอย่างยิ่ง