Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 11

<< | หน้าที่ 11 | >>
๒. เอกฉัตติยเถราปทาน


[๖๔] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี

มีพระยศยิ่งใหญ่ เมื่อจะทรงประกาศสัจจะ ๔

จึงได้ทรงแสดงอมตบท

[๖๕] ข้าพเจ้ายืนถือเศวตฉัตรกั้นถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

ครั้นกั้นถวายตลอดวันหนึ่งแล้ว

ได้กราบไหว้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

[๖๖] อนึ่ง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี

ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน

ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

[๖๗] เราจักพยากรณ์ผู้ที่มีจิตเลื่อมใส

ซึ่งได้กั้นเศวตฉัตรให้เราด้วยมือทั้ง ๒ ของตน

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๖๘] เมื่อผู้นี้เกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม

ประชาชนจักคอยกั้นฉัตรให้ทุกเมื่อ

นี้เป็นผลแห่งการกั้นฉัตรถวาย

[๖๙] ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๗๗ กัป

จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ

[๗๐] และจักครองเทวสมบัติตลอด ๗๗ ชาติ

จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

[๗๑] ในกัปที่ ๑๑๘ (นับจากกัปนี้ไป)

พระศาสดาพระนามว่าโคดมศากยะ ผู้ประเสริฐ

ผู้มีพระจักษุ จักเสด็จอุบัติขึ้น

กำจัดความมืดมนให้พินาศไป

๑ มีพระยศใหญ่ หมายถึงมียศแผ่ไปในโลก ๓ คือ มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก (ขุ.อป.อ. ๑/๖๑๔/๓๖๔, ขุ.อป.อ. ๒/๓๕๑/๓๓๑)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka