Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 162

<< | หน้าที่ 162 | >>
[๑๙๗] สาวกของพระศาสดาพระนามว่าปิยทัสสี

ชื่อว่าวรุณะ พร้อมด้วยสาวกผู้ได้วสี ๑๐๐,๐๐๐ รูป

ได้เข้าเฝ้าพระศาสดาผู้นำสัตว์โลก

[๑๙๘] ส่วนพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปิยทัสสี

ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน

ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว

ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ

[๑๙๙] พระอนุรุทธเถระผู้เป็นพุทธอุปัฏฐากของพระศาสดา

พระนามว่าปิยทัสสี

ห่มจีวรเฉวียงบ่าแล้ว ได้ทูลถามพระมหามุนีว่า

[๒๐๐] ข้าแต่พระผู้มีพระภาค

อะไรหนอ เป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแย้ม

เพราะเมื่อมีเหตุ พระศาสดาจึงทรงทำการแย้มให้ปรากฏ

[๒๐๑] พระศาสดาตรัสว่า มาณพใดตั้งเครื่องมุงบังดอกสาละ

เพื่อเราไว้ตลอด ๗ วัน

เราระลึกถึงกรรมของมาณพนั้น

จึงได้ทำการแย้มให้ปรากฏ

[๒๐๒] เรายังไม่เห็นโอกาสที่บุญจะไม่ให้ผล

โอกาสในเทวโลกหรือมนุษยโลกยังไม่สงบ

[๒๐๓] เมื่อเขาผู้เพียบพร้อมด้วยบุญกรรมอยู่ในเทวโลก

บริวารของเขาเท่าที่มี จักมีดอกสาละมุงบัง

[๒๐๔] เขาเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม

จักรื่นรมย์ในเทวโลกนั้นด้วยการฟ้อน

การขับร้อง และการประโคมที่เป็นทิพย์ในกาลทุกเมื่อ

[๒๐๕] บริวารของเขาเท่าที่มีจักมีกายมีกลิ่นหอมฟุ้ง

และฝนดอกสาละจักตกลงทั่วไปในขณะนั้น


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka