Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 230

<< | หน้าที่ 230 | >>
[๘๖] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นบุตรเศรษฐี

มียศยิ่งใหญ่ในกรุงพาราณสี

ข้าพเจ้ามีทรัพย์และธัญชาติอย่างล้นเหลือ

จึงมีความองอาจ

[๘๗] ข้าพเจ้าเดินพักผ่อนไปจนถึงป่ามฤคทายวัน

ได้เห็นพระศาสดาผู้เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์โลก

กำลังแสดงอมตบทอยู่

[๘๘] มีพระดำรัสไพเราะ น่าฟัง

มีพระสุรเสียงดุจเสียงนกการเวก

มีพระสุรเสียงก้องกังวานคล้ายเสียงหงส์และเสียงฟ้าคำรน

ทำมหาชนให้รู้แจ้งชัด ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ

[๘๙] ครั้นเห็นพระองค์แล้วและได้สดับพระสุรเสียงที่ไพเราะ

ข้าพเจ้าจึงได้สละโภคะมิใช่น้อย ออกบวชเป็นบรรพชิต

[๙๐] ข้าพเจ้าบวชแล้วเช่นนี้ ไม่นานนักก็เป็นพหูสูต

เป็นพระธรรมกถึก มีปฏิภาณอันวิจิตร

[๙๑] ข้าพเจ้าเป็นผู้องอาจในการพรรณนา

ได้สรรเสริญพระคุณของพระศาสดา

ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำอยู่บ่อย ๆ

ณ ท่ามกลางบริษัทใหญ่ว่า

[๙๒] พระศาสดาพระองค์นี้ เป็นพระขีณาสพ

เป็นพระพุทธเจ้า ไม่มีทุกข์ ทรงตัดความสงสัยได้แล้ว

ถึงความสิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงพ้นจากกิเลสแล้ว

ในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ

[๙๓] พระพุทธเจ้าพระองค์นี้นั้น เป็นพระผู้มีพระภาค

พระองค์ทรงเป็นผู้ประเสริฐอย่างยิ่ง

ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐแก่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka