Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 247

<< | หน้าที่ 247 | >>
{๑๒๓} [๖๗] ทรงทำดอกบัวคือเวไนยสัตว์ให้เบ่งบานด้วยพระรัศมีคือพระดำรัส

พระผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพระองค์นั้น

ทรงทำเปือกตมคือกิเลสให้แห้งไปด้วยพระรัศมีคือปัญญา

[๖๘] พระผู้ทรงวชิรญาณขจัดยศของพวกเดียรถีย์

เหมือนดวงอาทิตย์

พระทิวากรพุทธเจ้าทรงส่องสว่าง

ทั้งกลางวันและกลางคืน ในที่ทุกแห่ง

[๖๙] พระพุทธองค์เป็นบ่อเกิดแห่งคุณ

เหมือนทะเลเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ

ทรงทำเมฆฝนคือธรรมให้ตกลงเพื่อหมู่สัตว์

เหมือนเมฆทำฝนให้ตก

[๗๐] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้พิพากษาอยู่ในกรุงหงสวดี

ได้เข้าไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

[๗๑] ซึ่งกำลังประกาศคุณของสาวกผู้มีสติ

ผู้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลายอยู่ ทรงทำใจของข้าพเจ้าให้ยินดี

[๗๒] ข้าพเจ้าได้ฟังแล้วเกิดปีติโสมนัส

ทูลนิมนต์พระตถาคตพร้อมด้วยสาวกให้เสวยและฉันแล้ว

ปรารถนาตำแหน่งนั้น

[๗๓] ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีส่วนเปรียบด้วยหงส์

มีพระสุรเสียงเหมือนเสียงหงส์และเสียงมโหระทึก

ได้ตรัสว่า จงดูมหาอำมาตย์ผู้นี้ ผู้องอาจในการตัดสิน

[๗๔] ซึ่งหมอบอยู่แทบเท้าของเรา

มีโลมชาติชูชันและมีใจฟูขึ้น

๑ มโหระทึก หมายถึงกลองโลหะชนิดหนึ่งของชนชาติที่อยู่ตอนใต้ประเทศจีน ใช้ตีเป็นสัญญาณและประโคม (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พ.ศ. ๒๕๒๕, น. ๖๓๕)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka