Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 255

<< | หน้าที่ 255 | >>
[๑๒๘] พระองค์พร้อมด้วยสาวกประกาศศาสนาให้รุ่งเรือง

ข่มเดียรถีย์ผู้หลอกลวงได้แล้ว

ทรงแนะนำเหล่าเวไนยสัตว์ ปรินิพพานแล้ว

[๑๒๙] เมื่อพระโลกนาถพร้อมด้วยสาวกปรินิพพานแล้ว

เมื่อศาสนากำลังจะสิ้นไป เทพและมนุษย์พากันสลดใจ

สยายผม มีน้ำตานองหน้า คร่ำครวญว่า

[๑๓๐] ‘ดวงตาคือพระธรรมจักดับ

เราทั้งหลายจักไม่ได้เห็นท่านผู้มีวัตรดีงาม

จักไม่ได้ฟังพระสัทธรรม น่าสังเวชใจ เราทั้งหลายช่างมีบุญน้อย’

[๑๓๑] ครั้งนั้น พื้นปฐพีทั้งหมดนี้ ทั้งใหญ่ทั้งหนา

ได้ไหว สาครดังจะมีความเศร้าโศก

ส่งเสียงดังกึกก้องอย่างน่าสงสาร

[๑๓๒] เหล่าอมนุษย์ตีกลองอยู่ทั่วทั้ง ๔ ทิศ

อสนีบาตที่น่าสะพรึงกลัวก็ฟาดลงอยู่โดยรอบ

[๑๓๓] อุกกาบาตตกจากท้องฟ้า ปรากฏเป็นลำเพลิง

มีควันและเปลวเพลิงพวยพุ่ง

หมู่สัตว์ร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร

[๑๓๔] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นภิกษุรวม ๗ รูปด้วยกัน

ได้เห็นความอุบาทว์ที่ร้ายแรง

แสดงเหตุถึงความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งศาสนา

จึงเกิดความสังเวชใจ คิดกันว่า

[๑๓๕] ‘เราทั้งหลายเว้นศาสนาไม่ควรจะมีชีวิตอยู่

จึงเข้าไปยังป่าใหญ่แล้ว

บำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระชินสีห์เถิด’


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka