Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 265

<< | หน้าที่ 265 | >>
ยิ้มแย้ม เบิกบานใจที่จะได้พบพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ

น่าชม น่าพึงใจ ผู้มีพระญาณเป็นโคจรไม่มีที่สิ้นสุด

[๒๐๐] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าออกจากที่นั้นไปด้วยตั้งใจว่า

‘เราเมื่อชนะกิเลสได้ก็จะได้เห็นพระพักตร์

ที่ปราศจากมลทินของพระศาสดาในกาลทุกเมื่อ’

ไปถึงแคว้นที่รื่นรมย์นั้นแล้วได้ถามพวกพราหมณ์ว่า

‘พระศาสดาผู้ทำชาวโลกให้เพลิดเพลินประทับอยู่ ณ ที่ไหน’

[๒๐๑] ครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลายตอบว่า

‘พระศาสดาผู้ที่มนุษย์และเทวดากราบไหว้

เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังเมือง

ท่านผู้ขวนขวายจะเข้าเฝ้าพระมุนี

จงรีบกลับไปเฝ้ากราบไหว้พระองค์ผู้เป็นบุคคลผู้เลิศ’

[๒๐๒] ลำดับนั้น ข้าพเจ้าได้ไปยังกรุงสาวัตถี

ที่อุดมสมบูรณ์โดยด่วน ได้เห็นพระองค์ผู้ไม่มักมาก

และไม่ติดในรสอาหาร กำลังเสด็จบิณฑบาต

[๒๐๓] ทรงบาตร มีพระเนตรสำรวม

ทรงยังอมตธรรมให้โชติช่วงอยู่ในนครนี้

ประหนึ่งเป็นที่อยู่ของพระสิริ

มีพระพักตร์โชติช่วงดังรัศมีดวงอาทิตย์

[๒๐๔] ครั้นพบพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้หมอบลงแล้ว

กราบทูลดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระโคดม

ขอพระองค์โปรดเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์

ผู้วิบัติในทางที่น่ารังเกียจด้วยเถิด’

[๒๐๕] พระมุนีผู้ประเสริฐได้ตรัสว่า ‘เรากำลังเที่ยวบิณฑบาต

เพื่อประโยชน์แก่การช่วยสัตว์ให้ข้ามพ้น

เวลานี้ไม่ใช่เวลาแสดงธรรมแก่ท่าน’


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka