Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 264

<< | หน้าที่ 264 | >>
[๑๙๒] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าพยายามว่ายน้ำข้ามทะเลใหญ่

ไปถึงท่าประเสริฐชื่อสุปปารกะ

ข้าพเจ้ามีคนรู้จักน้อย

[๑๙๓] นุ่งผ้าเปลือกไม้เข้าไปยังบ้านเพื่อก้อนข้าว

ครั้งนั้น หมู่ชนพากันยินดีกล่าวว่า

‘ผู้นี้เป็นพระอรหันต์มาที่นี้แล้ว

[๑๙๔] พวกเราสักการะพระอรหันต์นี้ด้วยข้าว น้ำ

ผ้า ที่นอน และเภสัชแล้ว จักถึงความสุข’

[๑๙๕] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ปัจจัย เป็นผู้ที่พวกเขาสักการบูชาแล้ว

จึงเกิดความดำริโดยไม่แยบคายขึ้นว่า เราเป็นพระอรหันต์

[๑๙๖] ลำดับนั้น บุพเทวดารู้วารจิตของข้าพเจ้า

จึงตักเตือนว่า ‘ท่านไม่รู้ทางที่เป็นอุบาย

จะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไรเล่า’

[๑๙๗] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าถูกเทวดาตักเตือนแล้ว

ก็เกิดความสลดใจ จึงสอบถามเทวดานั้นว่า

‘พระอรหันต์ผู้ประเสริฐกว่านรชน

ในโลกเหล่านี้คือใคร ‘อยู่ที่ไหน’

[๑๙๘] เทวดานั้นตอบว่า ‘พระชินเจ้าผู้มีพระปัญญามาก

ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน

พระองค์เป็นโอรสของเจ้าศากยะ เป็นพระอรหันต์

ไม่มีอาสวะ ทรงแสดงธรรมเพื่อบรรลุอรหัต

อยู่ในพระราชมณเฑียรของพระเจ้าโกศลในกรุงสาวัตถี’

[๑๙๙] ข้าพเจ้าได้ฟังคำของเทวดานั้นแล้ว

เอิบอิ่มใจเหมือนคนกำพร้าได้ขุมทรัพย์

๑ รู้ทางที่เป็นอุบาย คือรู้ทางที่จะให้บรรลุถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๒/๑๙๖/๒๙๑)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka