Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 290

<< | หน้าที่ 290 | >>
[๗] บุตรเศรษฐีนี้จักมีนามว่าภัททิยะ

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

[๘] ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๙] ในกัปที่ ๙๒ นับจากกัปนี้ไป

พระชินเจ้าพระนามว่าผุสสะ ทรงเป็นผู้นำ

หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ยากที่จะข่มได้

ประเสริฐกว่าสัตว์โลกทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๑๐] และพระองค์ทรงเพียบพร้อมด้วยจรณะ

ทรงเป็นผู้ประเสริฐ เที่ยงตรง ทรงมีความเพียรเผากิเลส

ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสรรพสัตว์

ทรงเปลื้องสัตว์จำนวนมากจากกิเลสเครื่องจองจำ

[๑๑] ข้าพเจ้าเกิดเป็นนกดุเหว่าขาว

อาศัยอยู่ที่ต้นมะม่วงใกล้พระคันธกุฎี

อันประเสริฐน่าเพลิดเพลินยินดี

ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะพระองค์นั้น

[๑๒] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเห็นพระชินเจ้าผู้ประเสริฐสุด

ทรงเป็นทักขิไณยบุคคล กำลังเสด็จบิณฑบาต

จึงทำจิตให้เลื่อมใส แล้วส่งเสียงร้องอย่างไพเราะ

[๑๓] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าบินไปที่สวนหลวง

คาบมะม่วงผลที่สุกดีมีเปลือกเหมือนทองคำ

น้อมเข้าไปถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka