ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
โดยบรรยายทางพระสูตรเท่านั้น เพราะในบรรยายทางพระสูตรนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า “โคตรภูญาณ ทำพระนิพพานอันหานิมิตมิได้เป็นอารมณ์จึงเป็นญาณมีชื่อว่าไม่มีนิมิต แล้วตนเองก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปฏิปทาที่มา แล้วให้ชื่อเรียกแก่มรรค” ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกมรรคว่าไม่มีนิมิต
แต่คำกล่าวที่ว่า “ผลก็มีชื่อว่าไม่มีนิมิตโดยที่มาคือมรรค” ดังนี้ ก็สมควรอยู่ เหมือนกัน ทุกขานุปัสสนา มีชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะมาทำให้ปณิธิในสังขารทั้งหลายเหือดแห้งไป มรรคของอัปปณิหิตวิปัสสนา ชื่อว่าอัปปณิหิตะ ผลของอัปปณิหิตมรรค ก็มีชื่อว่าอัปปณิหิตะ วิปัสสนาให้ชื่อของตนแก่่มรรค (และ) มรรคให้ชื่อแก่ผลอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ นี้ได้ชื่อโดยอาคมนะ
สังขารุเปกขาญาณนี้กำหนดความแตกต่างของวิโมกข์ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ด้วยประการฉะนี้
จบ สังขารุเปกขาญาณ
[๖๖๔] เมื่อโยคีนั้นเสพเนืองๆ ทำให้เกิดขึ้น ทำให้มากขึ้น ซึ่งสังขารุเปกขาญาณนั้นอยู่ ศรัทธา คืออธิโมกข์ ก็เกิดมีกำลังเข้มแข็งขึ้น ความเพียรด็รับประคับประคองดี สติก็เข้าตั้งอยู่อย่างดี จิตก็เป็นสมาธิดีขึ้น สังขารุเปกขาก็เกิดแก่กล้ายิ่งขึ้น ครั้นโยคีนั้นเกิดความคิดว่า “มรรค (ญาณ) จักเกิด ณ บัดนี้แน่” สังขารุเปกขาก็กำหนดรู้สังขารทั้งหลายว่า ไม่เที่ยง หรือว่าเป็นทุกข์ หรือว่าเป็นอนัตตา แล้วยังลงสู่วังค์ ในลำดับแห่งวังค์ มโนทวาราวัชชนจิตก็เกิดขึ้น ทำสังขารทั้งหลายเป็นอารมณ์ว่าไม่เที่ยง หรือว่าเป็นทุกข์ หรือว่าเป็นอนัตตา โดยนัยเดียวกับที่สังขารุเปกขาญาณทำมาแล้วนั่นแหละ ในลำดับแห่งกิริยาจิตที่เกิดขึ้น หันเหรวังค์จิตไปจากมโนทวาราวัชชนจิตนั้น ชวนจิตดวงที่ ๑ (คืออนุโลมญาณ ที่ ๑) ซึ่งท่านเรียกว่า “บริกรรม” ก็เกิดขึ้นสืบต่อตามติดไม่มีช่องว่าง ทำสังขารทั้งหลายเป็นอารมณ์อย่างนั้นเหมือนกัน ในลำดับนั้น ชวนจิตดวงที่ ๒ (อนุโลมญาณ ที่ ๒) ซึ่งท่านเรียกว่า