ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
“สมาธิมานุตริกญฺญมาหุ”
“ซึ่งปราชญ์ทั้งหลายเรียกกันว่า อานันตริกสมาธิ (คือมรรคสมาธิซึ่งให้อริยผลในทันที)”
และตรัสไว้ว่า
“... ทุนฺธิ อานนฺตริกํ ปาปุเณติ อาสวานํ ขยาย”
“(เพราะอินทรีย์ ๕ เหล่านี้อ่อน) บุคคลผู้นั้นจึงบรรลุอานันตริกสมาธิ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ช้า”
ดังนี้เป็นต้น
เพราะโลกุตรกุศลทั้งหลายมีวิบาก (สืบเนื่องอยู่) ในลำดับโดยแน่นอน แต่อาจารย์ทั้งหลาย บางพวกก็กำล่าวว่า “ผลจิต ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ ดวง (เกิดขึ้น)” คำของอาจารย์ทั้งหลายพวกนั้นไม่ควรยึดถือ เพราะว่า โคตรภูญาณ เกิดขึ้นในตอนสุดท้ายแห่งอาเสวนะของอนุโลมญาณ เพราะฉะนั้น โดยกำหนดอย่างต่ำที่สุดโดยประการทั้งปวง ต้องมีอนุโลมจิต ๒ ชวนะ เพราะว่า อนุโลมจิตชวนะเดียว ยังไม่ได้อาเสวนปัจจัย และ ๑ อาวัชชนะวิถีก็มี ๗ ชวนจิตเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น โยคีท่านใดมีอนุโลมจิต ๒ (อุปจาร และ อนุโลม) ชวนจิตที่ ๓ ของโยคีท่านนั้นเป็นโคตรภู ชวนจิตที่ ๔ เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๓ ชวนะ โยคีท่านใด มีอนุโลมจิต ๓ (บริกรรม อุปจาร และอนุโลม) ชวนจิตที่ ๔ ของโยคีท่านนั้นเป็นโคตรภู ชวนจิตที่ ๕ เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๒ ชวนะ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวไว้ (ข้างต้น) ว่า “ผลจิต ๒ หรือ ๓ ดวง ... ก็เกิดขึ้น”
อนึ่ง อาจารย์ทั้งหลายบางพวกก็กำล่าวว่า “โยคีท่านใด มีอนุโลมจิต ๔ ชวนจิตที่ ๕ ของโยคีท่านนั้น เป็นโคตรภู ชวนจิตที่ ๖ เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๑” แต่คำของอาจารย์ทั้งหลายบางพวกนั้น ไม่พึงเชื่อถือเป็นสาระ เพราะท่านห้ามไว้แล้วว่า “ชวนจิตดวงที่ ๔ หรือ ที่ ๕ เป็นอัปปนา (เป็นมรรคชวนะแล้ว) ไม่เกินไปกว่านั้น เพราะใกล้วังคังค์แล้ว” ดังนี้
๑ ดูเทียบ ขุ. ขุ. (ไทย) ๒๕/๕/๑๐
๒ ดูเทียบ องฺ. จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๒๖/๒๒๗