ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ที่เจ็บไข้ได้ป่วย ย่อมเป็นเครื่องกังวลแก่ภิกษุนั้น เพราะฉะนั้น พึงตัดเครื่องกังวลนั้นด้วยการปฏิบัติบำรุงทำญาติเหล่านั้นให้หายเป็นปกติ
ในบรรดาญาติเหล่านั้น สำหรับพระอุปัชฌาย์อาพาธิ ถ้าท่านเป็นโรคชนิดที่ไม่หายเร็ว สัทธิวิหาริกพึงอยู่ปรนนิบัติท่านแม้ถึงตลอดชีวิต บรรพชาจารย์ อุปสัมปทาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิกผู้ตนเป็นกรรมวาจาอุปสัมปทาและบรรพชาให้ และภิกษุผู้ร่วมพระอุปัชฌาย์กัน ก็พึงปฏิบัติตลอดชีวิตเช่นกัน ส่วนนิสสยาจารย์ อุทเทสาจารย์ นิสสยันเตวาสิก อุทเทสันเตวาสิก และภิกษุผู้ร่วมอาจารย์กัน พึงอยู่ปรนนิบัติตลอดเวลาที่นิสสัยยังไม่ขาดและอุทเทสคือการเรียนพระบาลียังไม่เสร็จสิ้น แต่สำหรับผู้มีความปรารถนาอยู่ แม้จะพึงอยู่ปรนนิบัติให้เลยกว่านั้นไป ก็ได้เหมือนกัน
ในโยมหญิงโยมชาย พึงอยู่ปรนนิบัติเช่นเดียวกับพระอุปัชฌาย์ แม้ว่าท่านเหล่านั้นจะดำรงอยู่ในราชสมบัติและไม่ต้องการซึ่งการปรนนิบัติบำรุงจากบุตร ก็ยังต้องทำอยู่นั่นเอง ถ้าเภสัชของท่านไม่มี พึงให้เภสัชของตนเอง แม้ของตนเองก็ไม่มี พึงเสาะหาด้วยภิกขาจริยาวัตรแล้วให้แก่ท่าน ส่วนพี่ชายน้องชายพี่สาวน้องสาว พึงประกอบเภสัชอันเป็นของของเขาเท่านั้นให้ ถ้าของของเขาไม่มี ก็พึงให้ยืมของของตนไปก่อน ภายหลังเมื่อจะได้ก็พึงรับคืน เมื่อจะไม่ได้ก็ไม่ต้องทวง สำหรับสามีของพี่สาวน้องสาวที่ไม่ได้เป็นญาติมาโดยกำเนิด จะประกอบเภสัชให้ก็ดี จะให้เภสัชก็ดี ไม่สมควรทั้งนั้น แต่พึงมอบให้พี่สาวหรือน้องสาวไปพร้อมกับสั่งว่า จงให้แก่สามีของเธอ แม้ในกรณีภริยาของพี่ชายและน้องชายที่มิได้เป็นญาติก็พึงปฏิบัติทำนองเดียวกันนี้ ส่วนบุตรีธิดาของพี่ชายน้องชายพี่สาวน้องสาวนั้น นับเป็นญาติของภิกษุนั้นเทียว เพราะฉะนั้น การที่จะประกอบยาให้เขาเหล่านั้น ย่อมเป็นสิ่งสมควร ฉะนี้
คำว่า อาพาธ ได้แก่โรคชนิดใดชนิดหนึ่ง โรคนั้นเมื่อมันเบียดเบียนอยู่ย่อมเป็นเครื่องกังวล เพราะฉะนั้น พึงตัดด้วยการประกอบเภสัชรักษา แต่ถ้าแม้ประกอบเภสัชรักษาอยู่ชั่วกาลหนึ่งแล้วมันยังไม่หาย แต่นั้นพึงตำหนิอัตภาพว่า ฉันไม่ใช่ทาสของเธอ ไม่ใช่ผู้เลี้ยงดูเธอ เมื่อฉันขืนเลี้ยงดูเธอต่อไป ก็จะประสบทุกข์ในสังสารวัฏอันไม่ทราบเบื้องต้นและที่สุดเท่านั้น ฉะนี้ แล้วพึงปลีกตนไปบำเพ็ญสมณธรรมเถิด