ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ปุจฉาปัญหานั้นมีอรรถาธิบายโดยย่อ ดังนี้ :- คำว่า รกชัฏ นี้เป็นชื่อของตัณหา ซึ่งเป็นเพียงดังว่าข่าย เป็นความจริง ตัณหานั้นเป็นเสมือนหนึ่งชฏากล่าวคือแขนงสาขาแห่งสุมทุมพุ่มไม้เป็นต้น โดยอรรถว่าเกี่ยวประสานไว้ เพราะบังเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นด้วยสามารถเบื้องล่างเบื้องบน เพราะเหตุนั้นจึงได้ชื่อว่า รกชัฏ
อนึ่ง ตัณหานั้นเรียกว่า เป็นรกชัฏทั้งภายในเป็นรกชัฏทั้งภายนอก เพราะบังเกิดขึ้นในบริขารของตนและบริขารของคนอื่น ในอัตภาพของตนและของคนอื่น ในอายตนะภายในและอายตนะภายนอก ประชาสัตว์รุงรังแล้วด้วยรกชัฏ อันเกิดขึ้นอยู่อย่างนี้นั้น เหมือนอย่างว่าไม้ไผ่เป็นต้นย่อมรุงรังด้วยแขนงไผ่เป็นต้น ฉันใด อันว่าประชากล่าวคือหมู่สัตว์ นี้แม้สิ้นกังวล รุงรังแล้วด้วยรกชัฏคือตัณหานั้น อธิบายว่า อันรกชัฏคือก็ตัณหารึงรั้งแล้ว เกี่ยวประสานไว้แล้ว เหมือนอย่างนั้น
ก็เพราะเหตุที่หมู่สัตว์รุงรังอย่างนี้ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคนั้นว่า ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงขอกราบทูลถามพระพุทธองค์ คำว่า ใครจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้ คือเทวบุตรกราบทูลถามว่า ใครจะพึงถาง ใครจะเป็นผู้สามารถเพื่อจะถางรกชัฏอันรุงรัดไตรโลกธาตุซึ่งดำรงอยู่ด้วยอาการอย่างนี้นั้นได้
ก็แหละ พระผู้มีพระภาคผู้มีญาณอันส่องไปมิได้ติดขัดในสรรพธรรมทั้งหลาย เป็นเทวดาของทวยเทพ เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดาทั้งหลาย เป็นท้าวสักกะเลิศล้นกว่าท้าวสักกะทั้งหลาย เป็นพรหมล่วงเลยพรหมทั้งหลาย ทรงแกล้วกล้าเพราะทรงประกอบด้วยพระเวสารัชชญาณ ๔ ทรงไว้ซึ่งพระทศพลญาณ มีพระญาณมิได้มีเครื่องติดขัด มีพระจักษุรอบด้าน ครั้นถูกเทวบุตรกราบทูลถามดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงตอบข้อความนั้นแก่เทวบุตร จึงได้ตรัสพระพุทธนิพนธคาถาปัญหาพยากรณ์นี้ ความว่า :-
นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกษุ มีความเพียร มีปัญญาเครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศีลแล้วทำสมาธิจิต และปัญญาให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้