ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ข้าพเจ้าหมายเอาอรรถาธิบายอันนี้ จึงกล่าวประพันธ์คาถาไว้ ซึ่งมีใจความว่า พฤติการณ์ที่เป็นไปในละอองดอกไม้ ในใบบัว ในใยแมงมุม ในเรือและในขวดน้ำมัน ของบุคคลทั้งหลายมีแมลงผึ้งเป็นต้น ซึ่งท่านพรรณนาไว้ด้วยดีแล้วในอรรถกถา ฉันใด โยคีบุคคลพึงพยายามปลดเปลื้องภาวนาจิตจากภาวะที่หดหู่และภาวะที่ฟุ้งซ่านโดยสิ้นเชิง แล้วประคองภาวนาจิตให้บ่ายหน้าเฉพาะจดจ่ออยู่ในปฏิภาคนิมิต ฉันนั้น ฉะนี้แล
[๖๙] ก็แหละ เมื่อโยคีบุคคลประคองภาวนาจิตให้บ่ายหน้าเฉพาะจดจ่อในปฏิภาคนิมิตอยู่อย่างนั้น มโนทวาราวัชชชนจิตทำปฐวีกสิณอันปรากฏอยู่ด้วยอำนาจภาวนาว่า “ปฐวี-ปฐวี” นั้นนั่นแหละให้เป็นอารมณ์ เกิดขึ้นตัดภวังคจิต เหมือนจะเตือนให้รู้ว่า อัปปนาสมาธิจักสำเร็จเดี๋ยวนี้แล้ว ถัดจากนั้น ชวนจิตแล่นไปในอารมณ์นั้นนั่นแหละ ๔ ขณะบ้าง ๕ ขณะบ้าง ในชวนจิต ๔ หรือ ๕ ขณะนั้น ดวงหนึ่งในขณะสุดท้ายจัดเป็นรูปาวจรกุศลจิต คืออัปปนาจิต อีก ๓ หรือ ๔ ดวงที่เหลือข้างต้นคงเป็นกามาวจรกุศลจิต
จิตเหล่าใดซึ่งมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา มีกำลังมากกว่าจิตปกติ จิตเหล่านั้นเรียกว่า บริกรรมบ้าง เพราะเหตุปรุงแต่งอัปปนา เรียกว่า อุปจาระบ้าง เพราะเหตุอยู่ใกล้หรือเฉียดไปใกล้อัปปนา และเรียกว่า อนุโลมบ้าง เพราะเหตุสมควรแก่อัปปนา ส่วนกามาวจรชวนจิตดวงที่เกิดภายหลังเขาทั้งหมดนั้น เรียกว่า โคตรภู เพราะเหตุทำลายกามโคตรและทำให้มหัคคตโคตรเกิดขึ้น