ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
คำว่า เป็นภายใน ณ ที่นี้ หมายเอาภายในที่เกิดในตน ส่วนในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แต่เพียงสั้น ๆ ว่า คำว่า เป็นภายในคือเป็นไปเฉพาะตน และเพราะในคำว่า เป็นภายใน นี้ ประสงค์เอาภายในที่เกิดในตน ฉะนั้น จึงมีอรรถาธิบายว่า เกิดแล้วแก่ตนอย่างหนึ่ง เกิดแล้วในตนอย่างหนึ่ง บังเกิดในสันดานของตนอย่างหนึ่ง ฉะนี้
คำว่า ประกอบด้วยความเลื่อมใส นั้น มีอรรถาธิบายว่า ศรัทธา เรียกว่า ความเลื่อมใส แม้ฌานก็เรียกว่าความเลื่อมใส เพราะประกอบด้วยความเลื่อมใส เหมือนที่เรียกว่า ผ้าเขียว เพราะประกอบด้วยสีเขียว ฉะนั้น
อีกประการหนึ่ง เพราะฌานนั้นย่อมทำจิตให้เลื่อมใส โดยเหตุที่ประกอบด้วยความเลื่อมใส และโดยเหตุที่สงบเสียได้ซึ่งความวุ่นวายเพราะวิตกและวิจาร ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สมุปสาทน์ แปลว่า ทำจิตให้เลื่อมใส แหละในอรรถกถับนี้ พึงทราบถึงการเชื่อมบทเข้าด้วยกันอย่างนี้คือ สมุปสาทน์ เจตโส แปลว่า ทำจิตให้เลื่อมใส ส่วนในอรรถกถับต้นต้องยกเอาบทว่า เจตโส ไปประกอบเข้ากับบทว่า เอกทิภาวํ เป็น เจตโส เอกทิภาวํ แปลว่า เป็นภาวะที่ให้สมาธิชั้นเอกเกิดขึ้นแก่ใจ
ในบทว่า เอกทิภาวํ นั้น มีอรรถอธิบายดังต่อไปนี้ สมาธิใดเป็นเอกเกิดขึ้น ฉะนั้น สมาธินั้นชื่อว่า เอกทิ แปลว่า เป็นเอกเกิดขึ้น อธิบายว่า เป็นธรรมอันเลิศเป็นธรรมประเสริฐเกิดขึ้น เพราะไม่ถูกวิตกและวิจารเกิดขึ้นครอบงำ จริงอยู่ บุคคลผู้ประเสริฐเขาก็เรียกกันว่าเป็นเอกในโลก หรือจะพูดว่า สมาธิเป็นเอกคือไม่มีเพื่อน เพราะเว้นจากวิตกและวิจาร ฉะนี้บ้างก็ได้