ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ด้วยประการฉะนี้ เมื่อ วิปัสสนุเปกขา สำเร็จแล้ว แม้ สังขารุเปกขา ก็ย่อมเป็นอันสำเร็จแล้วเหมือนกัน และอุเบกขานี้แบ่งออกเป็น ๒ ประการ ด้วยการทำหน้าที่คือความเฉย ๆ ในการพิจารณาและการยึดถือ ดังพรรณนามานี้
ส่วน วิริยุเปกขา กับ เวทนุเปกขา ๒ อย่างนี้ โดยความหมายต่างกันเองด้วย ต่างจากอุเบกขาทั้งหลายที่เหลือด้วย
บรรดาอุเบกขา ๑๐ ประการนั้น ณ ที่นี้ประสงค์เอา ฌานุเปกขา เท่านั้น ฌานุเปกขานั้น มีความเป็นกลาง ๆ เป็นลักษณะ มีความไม่ห่วงเย็นเป็นรส มีความไม่ขวนขวายเป็นอาการปรากฏ มีความสร่างหายไปแห่งปีติเป็นปทัฏฐาน
หากจะมีผู้ท้วงติงว่า ก็แหละ ฌานุเปกขานี้ โดยความหมาย ก็คือตัตรมัชฌัตตุเปกขานั่นเอง และตัตรมัชฌัตตุเปกขานั้นย่อมมีมาแม้แต่ในปฐมฌานและทุติยฌานแล้ว เพราะเหตุนั้น แม้ในปฐมฌานและทุติยฌานนั้น ก็ควรที่จะต้องแสดงฌานุเปกขานี้ไว้ด้วยคำว่า อุเปกฺขโก วิหรติ ซึ่งแปลว่า เป็นผู้เห็นเสมอกันอยู่ แต่เหตุไฉน จึงไม่ทรงแสดง ฌานุเปกขา นั้นไว้เล่า
ข้าพเจ้าขอแถลงแก้ว่า ที่ท่านไม่แสดง ฌานุเปกขา ไว้ในปฐมฌานและทุติยฌานนั้น เพราะฌานุเปกขายังไม่มีหน้าที่ปรากฏ จริงอยู่ หน้าที่ของฌานุเปกขาในปฐมฌานและทุติยฌานนั้นยังไม่ปรากฏชัด เพราะถูกข้าศึกทั้งหลายมีวิตกเป็นต้นกันทำไว้ แต่ในตติยฌานนี้ ฌานุเปกขานี้เกิดมีหน้าที่ปรากฏชัด เป็นเสมือนโครีษะขึ้นมาแล้ว เพราะไม่มีวิตกและวิจารกันทำแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงทรงแสดงไว้
อรรถาธิบายอย่างสิ้นเชิง ของคำว่า เป็นผู้เห็นเสมอกันอยู่ ยุติด้วยประการฉะนี้
[๘๕] บัดนี้ จะอรรถาธิบายในคำว่า เป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ ต่อไป บุคคลใดย่อมระลึกได้ ฉะนั้นบุคคลนั้น ชื่อว่าผู้ระลึกได้ คือผู้มีสติ บุคคลโดยย่อมรู้โดยชอบ