ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๙๑] ณ วาระนี้ จะอรรถาธิบายความในอาโปกสิณภาวนาโดยพิสดารต่อจากปฐวีกสิณภาวนาเป็นลำดับไป ดังนี้ :-
ก็แหละ ปฐวีกสิณกับมูลฐาน ฉันใด แม้อาโปกสิณกับมูลฐานก็ทำนองเดียวกัน กล่าวคือ โยคีบุคคลผู้ประสงค์จะภาวนาอาโปกสิณกับมูลฐานนั้น พึงนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายให้ตรงแล้วจับเอานิมิตในน้ำ
วิธีการตั้งปวงในอาโปกสิณนี้ เช่น อาโปกสิณที่สร้างขึ้น หรืออาโปกสิณที่เป็นอยู่เองตามธรรมดาเป็นต้น นักศึกษาพึงทราบความพิสดารโดยนัยดังที่พรรณนามาแล้วในปฐวีกสิณนั้นทุกประการ
แหละในอาโปกสิณนี้ ฉันใด ในกสิณต่อ ๆ ไปทั้งหมดก็เหมือนกัน เบื้องหน้าแต่ที่เป็นอรรถาธิบายเช่นนี้ข้าพเจ้าก็ไม่พรรณนาซ้ำอีก จักพรรณนาแต่เฉพาะที่ต่างกันเท่านั้น
แม้ในอาโปกสิณกับมูลฐานนี้ สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแล้วแต่ในชาติปางก่อนนั้น อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้นได้ในน้ำที่เป็นอยู่เองตามธรรมดาคือ ในสระ ในบึง ในทะเลสาบ หรือในมหาสมุทร เหมือนกับที่เกิดขึ้นแก่ท่านจูฬสิวเถระ
ได้ยินว่า ท่านจูฬสิวเถระนั้นสละทั้งลาภและสักการะด้วยตั้งใจว่า จักไปพักอยู่อย่างเงียบ ๆ จึงไปขึ้นเรือที่กำใหญ่ไปยังชมพูทวีป ได้เพ่งดูน้ำในมหาสมุทรไป ในระหว่างทางกสิณนิมิตคล้ายกับน้ำมหาสมุทรนั้นได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน ด้วยประการฉะนี้