ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ครั้นทำกสิณเสร็จแล้ว แต่นั้นโยคีบุคคลพึงลงมือภาวนา คือ ยังมนสิการให้เป็นไปว่า นีลํ - นีลํ หรือว่า สีเขียว - สีเขียว ฉะนี้ โดยนัยดังที่ได้แสดงไว้ในปฐวีกสิณ แม้ในนีลกสิณภาวนานี้ ในขั้นอุคคหนิมิต โทษแห่งกสิณยังปรากฏให้เห็นอยู่ คือ เกสร ก้าน และระหว่างกลีบเป็นต้นย่อมปรากฏ ส่วนปฏิภาคนิมิตพ้นไปจากโทษแห่งกสิณ ย่อมปรากฏ เป็นเช่นกับตาลปัตรแก้วมณีที่อยู่กลางแจ้ง คำที่เหลือนักศึกษาพึงทราบโดยนัยที่ได้พรรณนามาแล้วข้างต้นนั้นเทียว
[๙๕] แม้ในปีตกสิณภาวนาก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้ เพราะเหตุที่ท่านโบราณอรรถกถาจารย์แสดงไว้ว่า โยคีบุคคลเมื่อจะถือเอาปีตกสิณ โดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น ย่อมถือเอานิมิตในวัตถุมีสีเหลือง คือ ในดอกไม้บ้าง ในผ้าบ้าง ในธาตุที่เป็นสีธรรมชาติบ้าง ฉะนั้น แม้ในปีตกสิณภาวนานี้ สำหรับโยคีบุคคลผู้มีปัญญาธิการ อันได้สร้างสมอบรมมาแต่ชาติก่อนนั้น เพียงแต่ได้เห็นกอไม้ดอกซึ่งมีดอกบานสะพรั่งเห็นปานนั้น หรือเห็นที่ตกแต่งดอกไม้ในที่บูชา หรือเห็นผ้าหรือธาตุสีเหลือง อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้น เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นแก่ท่านจิตตคุตตเถระ
ได้ยินว่า เมื่อท่านจิตตคุตตเถระนั้นเห็นอาสนะบูชาที่ทำด้วยดอกกันทน์เหลืองในวัดจิตตลบรรพตวิหาร อุคคหนิมิตประมาณเท่ากับอาสนะบูชาได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน พร้อมกับการที่ได้เห็นนั่นเทียว
สำหรับโยคีบุคคลผู้ไม่มีปัญญาธิการนั้น พึงสร้างดวงกสิณขึ้นด้วยดอกกรรณิการ์ หรือด้วยผ้าสีเหลืองหรือด้วยธาตุสีธรรมชาติ โดยนัยดังที่ได้แสดงมาแล้วในนีลกสิณภาวนา นั่นแล แต่นั้นพึงลงมือภาวนา คือ ยังมนสิการให้เป็นไปว่า ปีตกํ - ปีตกํ หรือว่า สีเหลือง - สีเหลือง ฉะนี้
คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกับที่ได้พรรณนามาแล้วในปฐวีกสิณทุกประการนั้นแล