ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เหล่านั้น ผู้เข้าถึงแล้วก็ดี ความเป็นผู้ทรงมีพระอุปการะแก่เขาเหล่านั้นด้วยอามิสทานและธรรมทานก็ดี ความเป็นผู้ทรงสามารถในอันประกอบเขาเหล่านั้นได้ด้วยโลกิยสุขและโลกุตตรสุขก็ดี ย่อมเป็นอันท่านแสดงแล้วด้วยพระคุณทั้ง ๒ เหมือนอย่างนั้น
ก็แหละ เพราะเหตุที่ในทางโลก ศัพท์ว่า ภค ย่อมใช้ได้ในสภาวธรรม ๖ อย่าง คือ อิสริยะ ๑ ธัมมะ ๑ ยสะ ๑ สิริ ๑ กามะ ๑ ปยัตตะ ๑ เป็นความจริง
อิสริยะ คือความเป็นใหญ่ในพระหฤทัยของพระองค์อันเยี่ยม หรือพระอิสริยะที่ชาวโลกรับรองกันอันบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง มีอันบันดาลร่างกายให้ละเอียดและบันดาลร่างกายให้เบาเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคนั้น มีอยู่ ธัมมะ คือพระธรรมชั้นโลกุตตระของพระผู้มีพระภาคนั้น มีอยู่ ยสะ คือพระยศอันบริสุทธิ์อย่างยิ่งที่พระองค์ทรงได้มาด้วยพระคุณตามความเป็นจริง อันแผ่คลุมไปทั่วโลกทั้ง ๆ ของพระผู้มีพระภาคนั้น มีอยู่ สิริ คือพระสิริโสภาแห่งพระวรกายอันบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง ซึ่งสามารถให้เกิดความขวนขวายในอันอยากชมพระรูปพระโฉม และให้เกิดความเลื่อมใสของพระผู้มีพระภาคนั้น มีอยู่ กามะ คือพระประสงค์อันหมายถึงความบังเกิดแห่งประโยชน์ที่ทรงประสงค์ เพราะประโยชน์ใด ๆ จะเป็นประโยชน์ของพระองค์ก็ตาม จะเป็นประโยชน์ของผู้อื่นก็ตาม ที่พระองค์ทรงประสงค์แล้ว ทรงปรารถนาแล้ว ประโยชน์นั้น ๆ ก็เป็นอันสำเร็จสมพระประสงค์ทั้งนั้น และ ปยัตตะ คือพระสัมมาวายามะอันเป็นต้นเหตุให้บรรลุถึงความเป็นครูของโลกทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคนั้น มีอยู่
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคนั้น แม้เพราะทรงประกอบด้วยภคธรรม ๖ อย่างนี้ ชาวโลกจึงขนานพระนามว่า ภควา โดยอรรถวิเคราะห์ว่า ภคา อสฺส สนฺติ แปลว่า ผู้มีภคธรรม ๖ อย่าง ฉะนี้
อนึ่ง เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้จำแนก อธิบายว่า ทรงเป็นผู้แจก ทรงเป็นผู้เปิดเผย ทรงเป็นผู้แสดงซึ่งสรรพธรรม โดยประเภททั้งหลายมีทุกข์ ประเภทเป็นต้นอย่างหนึ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายมีทุกข์ธรรมเป็นต้น โดยเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ และปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น อย่างหนึ่ง ซึ่งทุกขอริยสัจ