ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๑๕๑] พระธรรมอันผู้ปฏิบัติพึงน้อมเข้ามาได้ ดังนั้นจึงชื่อว่า โอปนยิโก ก็แหละ ในบทนี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
การน้อมเข้ามา ชื่อว่า อุปนยะ พระธรรมย่อมควรแก่อุปนยะคือการน้อมเข้ามาในจิตของตนด้วยอำนาจภาวนา เพราะแม้ถึงผืนผ้าหรือศีรษะจะถูกไฟไหม้ก็พึงน้อมได้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อุปนยิโก บทว่า อุปนยิโก นั่นเองได้รูปเป็น โอปนยิโก คำอธิบายนี้ย่อมสมควรในโลกุตตรธรรมที่เป็นสังขตะ (คือมรรคผล) ส่วนในโลกุตตรธรรมที่เป็นอสังขตะ (คือนิพพาน) พระธรรมย่อมควรซึ่งอันน้อมเข้ามาด้วยจิตของตน ฉะนั้นจึงชื่อว่า โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาด้วยจิต อธิบายว่า สมควรถูกต้องด้วยการทำให้แจ้ง
อีกนัยหนึ่ง พระธรรมคือ อริยมรรค ชื่อว่า อุปนยโย เพราะอรรถว่า เป็นสภาวะนำเข้าไปสู่นิพพาน พระธรรมคือ ผล และ นิพพาน ชื่อว่า อุปนยโย เพราะอรรถว่า อันผู้ปฏิบัติจะพึงนำเข้าไปสู่สภาวะที่จะพึงทำให้แจ้ง บทว่า อุปนยโย นั่นเองได้รูปเป็น โอปนยิโก หมายความว่า นำเข้าไปสู่นิพพาน หรือ อันผู้ปฏิบัติจะพึงนำไปสู่สภาวะที่จะพึงทำให้แจ้ง
[๑๕๒] คำว่า พระธรรมอันวิญญูชนทั้งหลายจะพึงรู้เฉพาะตน ความว่า โลกุตตรธรรมนั้น อันวิญญูชนทั้งหลายแม้ทุก ๆ อันดับมีชั้นชั้นอุกฤษฏ์วิญญูบุคคลเป็นต้น จะพึงรู้ได้ที่ตนเองว่า มรรคเราได้เจริญแล้ว ผลเราได้บรรลุแล้ว นิโรธเราได้ทำให้แจ้งแล้ว ฉะนี้จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายของสัตว์วิหาริก ละละได้ด้วยมรรคที่พระอุปัชฌายะเจริญแล้ว หาได้ไม่ สัทธิวิหาริกนั้นจะอยู่เป็นผาสุกด้วยผลสมาบัติของพระอุปัชฌายะนั้น ก็หาไม่ สัทธิวิหาริกจะกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานที่พระอุปัชฌายะนั้นทำให้แจ้งแล้ว ก็หาไม่ เพราะเหตุนั้น โลกุตตรธรรมนี้ อันวิญญูชนทั้งหลายจะพึงเห็นได้เหมือนเห็นอาภรณ์บนศีรษะของคนอื่น หาได้ไม่ แต่อันวิญญูชนทั้งหลายจะพึงเห็นได้ที่จิตของตนเท่านั้น อธิบายว่า อันวิญญูชนทั้งหลายจะพึงเสวยแต่โดยวิญญาณ โลกุตตรธรรมนี้เป็นสิ่งที่มีเชาว์ของพวกหลายชนเลยอย่างแน่แท้