ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๑๖๑] เมื่อโยคีบุคคลนั้นระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงการบริจาคของตน ด้วยอำนาจแห่งคุณมีความเป็นผู้ใจปราศจากมลทินและความตระหนี่เป็นต้นอย่างนี้ สมัยนั้น จิตของเธอก็จะไม่ถูกราคะรบกวน จะไม่ถูกโทสะรบกวน จะไม่ถูกโมหะรบกวน สมัยนั้น จิตของเธอก็จะปรารภตรงดิ่งถึงการบริจาค ด้วยประการฉะนี้องค์ฌานทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นแก่เธอผู้ข่มนิวรณ์ได้แล้วในขณะเดียวกัน โดยนัยก่อนนั้นแล
แต่โดยเหตุที่คุณแห่งการบริจาคทั้งหลายเป็นสภาพล้ำลึกอย่างหนึ่ง โดยเหตุที่โยคีบุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงคุณแห่งการบริจาคอย่างนานาประการอย่างหนึ่ง ฌานจึงไม่ขึ้นถึงขั้นอัปปนา ขึ้นถึงเพียงขั้นอุปจาระเท่านั้น ฌานนั้น ย่อมถึงชื่ออันนั้นว่า จาคานุสสติฌาน เพราะเหตุที่บังเกิดด้วยอำนาจการระลึกถึงคุณแห่งการบริจาคนั้นแล
ก็แหละ ภิกษุโยคีบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ อยู่ซึ่งจาคานุสสติกัมมัฏฐาน ย่อมเป็นผู้มีจิตไปในการบริจาคโดยประมาณยิ่ง เป็นผู้มีอัธยาศัยไม่โลภ เป็นผู้ปกติกระทำอันสมควรแก่เมตตาภาวนา เป็นผู้องอาจแล้วกล้า เป็นผู้มากล้นไปด้วยปีติและปราโมทย์ ก็แหละ เมื่อไม่อาจแทงตลอดซึ่งคุณวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ในชาตินี้) ก็จะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
เพราะเหตุนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในจาคานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ
กล่าวอุทิสดารในจาคานุสสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้